กรณีวานนี้ (11 เม.ย.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ร่วมบูรณาการกับเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม และตำรวจสอบสวนกลาง นำหมายค้นศาลจังหวัดระยอง เข้าตรวจค้นบริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด เลขที่ 170 หมู่ 3 ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง หลังผลตรวจจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย พบเหล็กเส้นข้ออ้อย ขนาด 32 มิลลิเมตร และเหล็กเส้นข้ออ้อย 20 มิลลิเมตร ของ SKY (หรือซินเคอหยวน) ซึ่งเป็นเหล็กตัวอย่างที่รวบรวมมาจากโครงการก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (อาคาร สตง.) แห่งใหม่ ความสูง 30 ชั้น ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว พบว่าตกเกณฑ์มาตรฐานถึงสองรอบ คือ เหล็กเบาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และแรงดึงไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมไม่อนุญาตให้บริษัทฯ ขอทดสอบใหม่เป็นรอบที่สาม ตามความประสงค์ หลังอยากส่งตรวจกับสถาบันยานยนต์ ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

‘ตำรวจ-DSI’ เก็บหลักฐาน ‘ปูน-เหล็ก’ พิสูจน์ความผิดปกติ อาคาร ‘สตง.’ ถล่ม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่กองอำนวยการร่วม (กอร.) สน.บางซื่อ (ห้างเจเจมอลล์) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เปิดเผยภาพรวมที่ดีเอสไอรับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาจากเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ว่า มีอยู่ 3 กรณี โดยกรณีแรก คือ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ นอมินี ที่ดีเอสไอเริ่มการสอบสวนไปแล้วเกือบ 50% และขยายผลว่าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายการเสนอราคาด้วยหรือไม่ ซึ่งการร่วมเก็บพยานหลักฐานในครั้งนี้ จะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องมาตรฐานของอุตสาหกรรมในส่วนของวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ โดยวันนี้ยังมีการเก็บซีเมนต์ไปตรวจสอบ ว่าเข้าองค์ประกอบที่ตกสเปกหรือไม่ หากมีการตกสเปกก็จะมากล่าวโทษเพิ่มเติม โดยขณะนี้กำลังติดตามเรื่องของเส้นเงินอยู่ และอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ และให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามเส้นทางการเงินบ้างแล้ว รวมถึงพยานหลักฐานอื่น ๆ และมีการรายงานความคืบหน้าอยู่ทุกวัน

กรณีที่ 2 ดีเอสไอรับทำคดีแล้ว อยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ เนื่องจากเพิ่งได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรมาร้องดีเอสไอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้ตรวจสอบเรื่องของการเลี่ยงภาษีของบริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด โดยพบหลักฐานที่มีเหตุบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นหลักฐานที่มาจากภาษีที่ไม่ถูกต้อง โดยทางกองคดีภาษีอากรได้แยกรับคดีนี้

ส่วนเรื่องที่ 3 เป็นเรื่องที่ดีเอสไอ เพิ่งได้รับมาเมื่อวานนี้ (11 เม.ย.) คือ กรณีที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงาน ได้เข้าตรวจบริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด โดยมีดีเอสไอไปร่วมสืบสวนด้วย ในประเด็นฝุ่นแดง 4 หมื่นตัน ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณา โดยตั้งคณะสืบสวนแล้ว รอเพียงอธิบดีดีเอสไออนุมัติให้สืบสวน ก็จะเข้าไปประสานงานเพื่อรวบรวมข้อมูลต่อไป

ขณะเดียวกัน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยกรณีว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าภาพนำตรวจค้นบริษัทดังกล่าว เพื่อเก็บพยานเอกสาร อาทิ เอกสารเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก การซื้อขาย ที่มาที่ไปเกี่ยวกับการครอบครองเหล็กและฝุ่นแดง โดยจะเป็นการตรวจสอบย้อนหลังไปตั้งแต่บริษัทมีการก่อตั้งประมาณปี 2557 จนถึงการทำกิจการในปัจจุบัน ส่วนตัวอย่างเหล็กเส้นที่ได้เก็บไปก่อนหน้านี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่ได้ ไปพิจารณาตรวจสอบว่าเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เพื่อให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษเพียงคดีนอมินี หรือความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยรับเป็นคดีพิเศษที่ 32/2568

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ก่อนหน้านี้ได้มีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ภาค 3 เข้าร้องทุกข์กับดีเอสไอ ขอให้ตรวจสอบบริษัทดังกล่าว ว่ามีการใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่เดือน ก.ค .2558-มี.ค. 2560 จำนวน 7,426 ฉบับ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท อันเป็นความผิดอาญาตามประมวลรัษฎากร ซึ่งเข้าบัญชีท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ขณะนี้ได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 38/2568 โดยกองคดีภาษีอากร และได้แยกสำนวนอีกคดี ไม่เกี่ยวกับคดีนอมินี

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวต่อว่า การตรวจค้นบริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด นั้น เชื่อว่าอาจพบการกระทำความผิด เช่น เรื่องฝุ่นแดง ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หรือ เรื่องเหล็ก ตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งอยู่ในบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ส่วนของกลางโดนยึดไว้หมดแล้ว ห้ามเคลื่อนย้าย แต่ก็ต้องรอผลตรวจพิสูจน์จากกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ชัดเจนก่อนว่าเข้าข่ายผิดอะไรบ้าง เพราะดีเอสไอรับคดีนอมินีเป็นคดีพิเศษไปแล้ว คดีอื่นสามารถรับตามกันได้ ส่วนจะรวมคดีใดบ้างกับคดีหลัก (คดีนอมินี) หรือไม่นั้น ต้องพิจารณากันอีกครั้ง

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวด้วยว่า ส่วนบริษัทดังกล่าวจะมีการส่งออก-จำหน่ายเหล็กไปต่างประเทศด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ แต่ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าบริษัทถูกแบล็กลิสต์ในประเทศจีน และเหตุใดยังมาดำเนินกิจการในประเทศไทยต่อได้นั้น ซึ่งต้องย้อนดูบริษัทดังกล่าวเมื่อครั้งจดทะเบียนในประเทศไทยว่าทำธุรกิจถูกต้องหรือไม่ เพราะการแบล็กลิสต์ในต่างประเทศ แต่มาประเทศไทยกลับประกอบกิจการถูกต้อง ก็ไม่สามารถดำเนินการกับบริษัทได้ หากเขามีการประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมาย เช่น เคยทำในประเทศอื่นแต่กิจการผิดพลาดติดแบล็กลิสต์ จึงนำข้อผิดพลาดมาแก้ไขปรับปรุงในไทยให้ถูกต้องก็อาจไม่ผิดได้ แต่ถ้ามีเจตนาทำผิด พวกนี้ก็จะทำผิดอยู่เรื่อย ๆ

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวเสริมว่า ส่วนที่ก่อนหน้านี้บริษัทฯ เคยถูกคำสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราว แต่เหตุใดยังขายเหล็กต่อได้นั้น ที่จริงแล้วไม่สามารถจำหน่ายเหล็กได้ ต้องตรวจสอบว่าลักลอบดำเนินกิจการหรือไม่ มีการเปิดเครื่องจักรผลิตเหล็กต่อหรือไม่ หากบริษัทถูกปิดแต่สามารถขายวัสดุอื่นได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ รถยนต์บริษัท หรือทุกอย่างที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ยึดเป็นของกลางเพื่อจ่ายเงินให้ลูกจ้างก็ทำได้ แต่ในส่วนเจ้าหน้าที่ยึดไว้ ห้ามขายและเคลื่อนย้ายเด็ดขาด.