ทีมข่าวชุมชนเมืองเดลินิวส์ ได้พูดคุยกับ ศาสตราจารย์ ดร.นคร ภู่วโรดม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ถึงเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว ถึงการทำงานของตัวเครื่องดังกล่าว รวมทั้งความสำคัญของการในการติดตั้งเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนฯนี้ กับอาคารสูงใน กทม. อย่างไร

ศาสตราจารย์ ดร.นคร กล่าวว่า เครื่องนี้เป็นเทคโนโลยีที่ในยุคหลังพัฒนากันมาอย่างรวดเร็ว โดยใช้หลักการของอุปกรณ์เรียกเป็นภาษาทางวิศวกรรม คือ MEMS (ระบบไมโครอิเล็กโตรแมคคานิกส์) ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะเล็กมาก โดยนำมาประยุกต์ใช้กับการวัดการสั่นสะเทือนของโครงสร้าง อาคาร สะพานต่างๆ เหมือนกับ เป็นการตรวจสุขภาพของโครงสร้างเหล่านั้น ซึ่งสุขภาพของโครงสร้างจะมีดัชนีบางอย่างที่เราสามารถตรวจวัดได้เหมือนชีพจรของคนเรา จึงเรียกว่าเป็นสุขภาพของโครงสร้างด้วย ถ้าชีพจรของคนเราเต้นผิดปกติ การสั่นผิดปกติ หรือสั่นรุนแรงในระดับที่เป็นอันตราย ก็จะใช้เครื่องเหล่านี้ในการตรวจ และดู แจ้งเตือน เรียกว่าเป็นการมอนิเตอร์หรือการตรวจสอบ อยู่ตลอดเวลา ถ้ามีเครื่องมือประเภทนี้ตั้งไว้ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อเกิดเหตุใดๆ ก็สามารถที่จะทราบผลสุขภาพ หรือผลของการสั่นของโครงสร้างได้ในทันที

สำหรับการทำงานของเครื่องวัดจะมีการส่งสัญญาณว่า เมื่อเกิดแรงสั่นไหว อาคารมีการโยก การสั่นอยู่ในระดับแรงแค่ไหน หลังจากนั้นจะมีการวิเคราะห์จากแบบจำลองการโยกสั่นของตัวอาคารในรูปแบบต่างๆ และประมวลผลออกมาโดยใช้ระยะเวลาไม่กี่วินาที จากนั้นก็สามารถแจ้งเตือนแจ้งผลการสรุปให้กับเจ้าของอาคาร ผู้ใช้อาคาร ผู้เช่าสำนักงาน ทราบได้ทันที ว่าอาคารแข็งแรงปลอดภัยหรือไม่ ช่วยลดการตื่นตระหนก และเข้าใช้อาคารได้อย่างปกติ หลังจากนั้นก็จะใช้ระยะเวลา 5-10 นาที ในการวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อแจ้งให้ทราบว่า อาคารมีบริเวณไหนเสียหายบ้าง หรือแตกร้าว และจะต้องส่งวิศวกรไปสำรวจในบริเวณจุดใดต่อไป

“ตอนนี้ประชาชนสับสนเรื่องระบบเตือนภัย หรือ Early warning ที่เป็นระบบเตือนก่อนแผ่นดินไหวจะเกิด แต่เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนไม่ใช่ระบบ Early warning แต่เป็นเครื่องแจ้งเตือนเมื่อเกิดแผ่นดินไหวแล้ว โครงสร้างนั้นปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งจะลดผลกระทบต่อความกังวลของคน”

ส่วนปัจจุบัน ความสำคัญของการติดเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวในอาคารสูงของพื้นที่ กทม. นั้น มีมุมมองอย่างไร ศาสตราจารย์ ดร.นคร ระบุว่า มองว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของอาคารสูง ควรตระหนักในเรื่องของระบบ เพราะจะช่วยลดในเรื่องของความตื่นตระหนกของผู้ใช้อาคารได้อย่างดี หากสามารถสื่อสารได้ กับผู้ใช้อาคาร ผู้เช่าสำนักงานโรงพยาบาล และบุคลากรต่างๆ ได้ทันที ก็จะลดความสับสนลดความกังวล ลดความวิตกว่าอาคารจะเสียหายหรือไม่ เพราะเรายังต้องอยู่กับรอยเลื่อนและแผ่นดินไหว และ กทม. เป็นชั้นดินอ่อน ก็จะทำให้เราเจอแผ่นดินไหวที่ทำให้เราตกใจก็จะเจอกันอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นหากเรามีข้อมูลแสดงเป็นหลักฐานเป็นตัวเลข ก็จะช่วยลดความตระหนกของประชาชนได้

“ขณะนี้เราได้มีการเริ่มพูดถึงเรื่องเหล่านี้กัน และมีความตระหนักในการติดตั้งเครื่องมือนี้ ปัจจุบันเริ่มมีการนำเครื่องมือนี้ไปติดตั้งเอาไว้ เช่น กทม. ได้มีการติดตั้งเครื่องนี้ไว้ที่ศาลาว่าการ กทม. ติดตั้งไว้ในโรงพยาบาลของ กทม. คือ รพ.กลาง และ รพ.วชิรพยาบาล และคาดว่ายังมีอีกหลายแห่งอาคารสูงที่สนใจจะมีการติดตั้ง ถ้าเราเห็นถึงความสำคัญ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเอง ร่วมมือกันสร้างระบบที่จะคอยให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและลดความสับสน ความตื่นตระหนกกังวลของประชาชนได้”

ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน