วันที่ 22 เม.ย. นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คุณหมออารมณ์ดี เจ้าของเพจ “หมอเจด” ออกมาให้ความรู้ด้านสุขภาพ เตือนประชาชนสังเกตอาการ “ปวดท้อง” ที่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายอย่าง “มะเร็งลำไส้” โดยระบุว่า หลายคนมักมองข้ามอาการปวดท้องเรื้อรัง คิดว่าเป็นเพียงเรื่องอาหารหรือความเครียด แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
คุณหมอเจษฎ์ ระบุ 5 อาการปวดท้องที่ไม่ควรรอช้า เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ ดังนี้:
- ปวดหน่วง ๆ แน่น ๆ ท้องด้านซ้ายล่างบ่อย ๆ: หากรู้สึกแน่นๆ หน่วงๆ ท้องด้านซ้ายล่างติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์ ไม่หาย ควรระวัง เพราะบริเวณนั้นเป็นที่อยู่ของลำไส้ใหญ่ฝั่งซ้าย ซึ่งพบมะเร็งได้บ่อย หากมีก้อนเนื้อโตขึ้นจะขัดขวางการเคลื่อนไหวในลำไส้ ทำให้ปวดเรื้อรัง
- ปวดท้อง + น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ: หากน้ำหนักลดฮวบฮาบโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร ท้องไม่สบาย อาจเป็นสัญญาณเตือน เพราะร่างกายต้องต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ทำให้เผาผลาญพลังงานมากขึ้น ร่างกายจะผอมลงโดยไม่รู้ตัว
- ปวดท้องแล้วถ่ายเป็นเลือด หรืออุจจาระเปลี่ยนแปลง: อย่าชะล่าใจหากถ่ายเป็นเลือด แม้จะเคยเป็นริดสีดวง เพราะอาจเป็นสัญญาณมะเร็งลำไส้ โดยเฉพาะหากอุจจาระมีสีคล้ำเหมือนยางมะตอย มีมูกเลือด กลิ่นแรงผิดปกติ หรือมีลักษณะแบนเรียวเหมือนดินสอ
- ปวดท้อง + ท้องผูกสลับท้องเสีย: หากมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรัง ร่วมกับปวดท้องเป็นพักๆ อาจบ่งบอกว่ามีบางอย่างขัดขวางการทำงานของลำไส้ เช่น ก้อนเนื้อ หรือการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ลำไส้ทำงานผิดจังหวะ
- ปวดเบ่งตลอด เหมือนถ่ายไม่สุด (Tenesmus): อาการอยากถ่ายตลอดเวลา แต่ไม่มีอะไรออกมา หรือเพิ่งเข้าห้องน้ำแต่ยังรู้สึกเหมือนถ่ายไม่หมด อาจเกิดจากก้อนเนื้อหรือการอักเสบเรื้อรังในลำไส้ส่วนปลาย ทำให้เกิดแรงกดหรือการระคายเคือง
คุณหมอเจษฎ์ ย้ำว่า อาการปวดท้องที่ “แปลกไปจากเดิม” และมาพร้อมอาการอื่นๆ เช่น ถ่ายไม่ปกติ น้ำหนักลด หรือถ่ายเป็นเลือด ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 45 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ ควรเข้ารับการตรวจเช็กแต่เนิ่นๆ เพราะการตรวจพบและรักษาเร็วมีโอกาสหายสูง และปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ที่เข้าถึงง่าย เช่น FIT Test (ตรวจหาเลือดในอุจจาระ) ที่สามารถทำได้เองที่บ้าน
ท้ายนี้ คุณหมอเจษฎ์ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคำถาม สามารถแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ได้



