นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปีก่อน 27,900 ล้านบาท
สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ สำนักงบประมาณจะกลับไปจัดพิมพ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มาเสนอ ครม. อีกครั้งในวันที่ 20 พ.ค. 2568 จากนั้นจึงนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ตามโครงสร้างของบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงินรวม 3,78 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 2.652 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 70.20% ของงบประมาณ)
รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 1.23 แสนล้านบาท (คิดเป็น 3.30% ของงบประมาณ) รายจ่ายลงทุน 8.64 แสนล้านบาท (คิดเป็น 22.90% ของงบประมาณ) รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท (คิดเป็น 4.00% ของงบประมาณ)
นายคารม กล่าวว่า ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ยังกำหนดการจัดสรรงบประมาณปี 2569 ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้การกระจายอำนาจให้แก่ อปท. สอดคล้องกับหลักการตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ. 2542 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้มีการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปรายได้ของ อปท. เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งการให้ อปท. พิจารณานำเงินนอกงบฯ หรือเงินสะสมมาใช้สมทบงบฯ ประจำปี เพื่อดำเนินโครงการลงทุนในท้องถิ่นมากขึ้น จึงเห็นสมควรจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ อปท. ในปีงบประมาณ 2569 จำนวน 3.89 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 11,1482 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.95%)
ขณะเดียวกันที่ประชุม ครม.สัญจร ยังเห็นชอบผลการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 โดยมีความเห็นของภาคเอกชนและภาคประชาชน ระบุว่า การจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยรับงบประมาณ และ อปท. ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานตามแผนงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการจัดทำบริการสาธารณะ ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง เช่นเดียวกับหน่วยงานภาครัฐ เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณ ลดลงไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและประสิทธิภาพ การดำเนินงานตามเป้าหมายของหน่วยรับงบประมาณ และภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล
ด้านสำนักงบประมาณ ได้ชี้แจงว่า การจัดสรรงบประมาณ ปี 2569 ดำเนินการโดยพิจารณาถึงความจำเป็น ภารกิจ ศักยภาพ ความพร้อมของหน่วยรับงบประมาณในการดำเนินงาน และขีดความสามารถในการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณ ของหน่วยรับงบประมาณ รวมทั้งมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐ โดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น การส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การจัดประชุม ผ่านระบบออนไลน์ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของระบบราชการ รวมถึงแหล่งเงินอื่น เช่น เงินรายได้มาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณ ที่มีอยู่อย่างจำกัดมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ดี กรณีที่หน่วยรับงบประมาณ ได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ ก็ขอให้หัวหน้าหน่วยงานอาจโอนเงินจัดสรร หรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรรกรณีมีเงินเหลือจ่ายจากการดำเนินงานไปใช้จ่ายภายใต้แผนงานผลผลิต หรือโครงการเดียวกันได้ โดยไม่ต้องขออนุมัติจากสำนักงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหากรณีดังกล่าวต่อไป



