เมื่อวันที่ 8 พ.ค. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านเฟซบุ๊ก “หมอเจด” เตือนประชาชนให้สังเกตผลเลือดเพื่อเฝ้าระวังภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งตับได้
หมอเจด ระบุว่า หลายคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับมักไม่แสดงอาการใดๆ จนกระทั่งตรวจสุขภาพและพบว่าค่าตับสูงหรือมีไขมันพอกตับแล้ว ซึ่งผลเลือดบางค่าสามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติของตับได้ โดย 4 ค่าเลือดที่ควรระวังคือ:
ค่าตับขึ้น (ALT, AST): หากค่า ALT สูงกว่า 30-40 (แล้วแต่เพศ) หรือ AST สูงกว่า ALT อย่างมีนัยสำคัญ อาจบ่งชี้ว่าเซลล์ตับมีปัญหาหรือมีการอักเสบเรื้อรัง
ไขมันในเลือดสูง (Triglyceride, LDL): ค่า Triglyceride เกิน 150 mg/dL หรือ LDL เกิน 130 mg/dL แสดงว่าร่างกายมีไขมันมากเกินไป ซึ่งอาจไปสะสมที่ตับ
น้ำตาลในเลือดสูง (FBS, HbA1c): ค่า FBS เกิน 100 mg/dL หรือ HbA1c เกิน 5.7% บ่งชี้ภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันและสะสมที่ตับ
ไขมันพอกตับ: ภาวะนี้มักไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้นานจะนำไปสู่ตับอักเสบ ตับแข็ง และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ
นอกจากนี้ หมอเจด ยังแนะนำ 5 วิธีง่ายๆ ในการป้องกันไขมันพอกตับ ได้แก่ ลดแป้งและน้ำตาล, ขยับร่างกายให้มากขึ้น, เปลี่ยนไขมันเลวเป็นไขมันดี, คุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ และพักการดื่มแอลกอฮอล์บ้าง พร้อมเสริมว่าอาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยได้ แต่ไม่ควรทดแทนการปรับพฤติกรรมหลัก



