“มองไกล เห็นใกล้” สัปดาห์นี้  ตัวเลข “14 คดี” ตั้งแต่อดีตและปัจจุบัน ยาวเป็นหางว่าว แต่มันช่างน่าเศร้า ยัง “ไม่มี” คดีไหนเคยสะกด “วายร้าย” รายนี้ให้ติดคุกนอนซังเตได้สักที 

เมื่อคดีส่วนใหญ่มักจบลงที่ความเห็นสั่ง “ไม่ฟ้อง” หรือถูกตีกลับให้ไปสอบสวนเพิ่ม บ้างก็ขาดอายุความ

ตามจับตัวว่ายากแล้วแต่การเอาผิดยากยิ่งกว่าหรือจะมีพระดีอย่างที่เขาว่า แคล้วคลาดปลอดภัย ไร้กังวล แม้จะเป็นคนมีคดี…

บางทีก็ชวนให้สงสัยคดี “ร่วมกันฟอกเงิน” ตามหมายจับล่าสุดทำไมยังผุดช่องว่าง ให้เสี่ยน้ำมันเถื่อนเดินเลือนหายจากไปง่ายๆ เหมือนกับว่าเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้นเลย 

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่ามันเป็นเพราะอะไร 

ไขปมเรื่องนี้ นักข่าวถือไมค์จี้ปากถามสำนักงานอัยการสูงสุด แจงเหตุที่ปล่อยตัว เนื่องจากคดีดังกล่าวมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี จึงไม่มีอำนาจคุมตัว เมื่อถามย้ำพนักงานสอบสวนว่ามีหมายจับคดีอื่นอีกหรือไม่ สิ่งได้รับกลับมาคือ “ไม่มี”

นั่นละซิ แล้วจะเอาอำนาจอะไรไปมัดมือโจร 

ภาระทั้งหมดจึงเหมือนถูกโยนกลับมาที่ตำรวจ พร้อมกับ “บทสวด” จากสังคมที่ถาโถมเข้ามาถึงความไม่ชอบมาพากล ก็รู้กันอยู่ทนโท่ว่า “เสี่ยโจ้” ยังมีหมายจับศาลอีกคดีที่ยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาล จากคดีทำขึ้นหรือปลอมขึ้นซึ่งดวงตราสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ ติดตัวอีกคดี 

ซึ่งหากถูกอายัดตัวด้วยหมายนี้ ติดคุกทันที 1 ปี 9 เดือน แล้วเหตุใดใยจึงตอบอัยการว่าไม่มี

แน่นอนคงไม่ใช่เรื่องดีหากตำรวจจะปล่อยเรื่องนี่ผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ออกมาชี้แจงอะไรต่อสังคมถึงปมปัญหาที่เกิดขึ้น 

เมื่อถึงตาจน ที่สุดต้องก็ยอมออกมาแถลงไข!!! 

อย่างไรก็ตาม การออกมาชี้แจงของฝากตำรวจ ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ เพราะเหตุที่ตอบว่าไม่มี เนื่องจาก ณ เวลานั้น ค้นไม่เจอหมายจับค้างเก่าในสารบบ พบเพียงแค่หมายจับคดีร่วมกันฟอกเงิน เพียงหมายจับเดียว ซึ่งมันก็ถูกของตำรวจที่ ณ ตอนนั้น จะต้องตอบว่าไม่มี

ทีนี้ก็ต้องย้อนมามองกันที่เรื่องของระบบกลไกกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนยากเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าถึง ว่าเพราะเหตุใดจึงทำให้เกิดเหตุขัดข้องนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าจากเรื่องที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยพอสมควร และถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป

บอกได้เลยว่า เละ! เหมือนกับไฟลามทุ่ง ลุกลามไม่รู้จบ เพราะคำว่า “ทำดีที่สุดแล้ว” มันไม่ใช่คำตอบที่จะสรุปเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้.