เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่กลายเป็นไวรัลอย่างมากอยู่ในขณะนี้ หลังเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 68 แฟนเพจ “เลี้ยงลูกตามใจหมอ” ได้ออกมาเผยเคสกรณีที่มีผู้ปกครองใช้เท้าถีบเด็กวัย 6 ขวบ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม พร้อมเตือนว่าการใช้ความรุนแรงกับเด็กไม่ใช่แนวทางที่ได้ผลในระยะยาวในการปรับพฤติกรรม งานวิจัยชี้ชัดว่าความรุนแรงอาจหยุดพฤติกรรมของเด็กได้เพียงชั่วครู่ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวร อีกทั้งยังเสี่ยงสร้างบาดแผลทางจิตใจและพฤติกรรมในอนาคตอีกด้วย
โดยเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ ระบุข้อความว่า “ผู้ปกครองหัวร้อนกระโดดถีบเด็กชาย 6 ขวบล้มบาดเจ็บ ถีบเด็กแล้วได้อะไร โบราณกล่าวว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ถ้าลูกโดนต่อยตี ให้กระโดดถีบหัวเพื่อนลูกคนนั้น” อันนี้โบราณไม่น่ากล่าวไว้ น่ากลัวมาก อนึ่ง เด็กทะเลาะกันคือเรื่องปกติ เด็กบางคนอาจตั้งใจ บางคนอาจไม่ได้ตั้งใจ บ้างเล่นแรงจนชิน คิดว่าการเล่นแรงๆ นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ เราพบได้บ่อยในบ้าน ที่พ่อกับลูกเล่นกันแรงมากจนเคยชิน ออกมานอกบ้านก็คือ เล่นแรงกับเด็กคนอื่นเหมือนเล่นกับพ่อที่บ้าน”

“พ่อแม่ต้องสอน ครูต้องคั่นกลางแล้วสอน การอยู่ร่วมกันกับคนอื่นในสังคม เล่นดีๆ นั้นเล่นอย่างไร พฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้บ้าง อันนี้ต้องสอน ต้องเรียนรู้ ต้องฝึกยับยั้งชั่งใจ เล่นกับคนอื่นให้เบาลง เพราะการเล่นที่แรง ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่สนุกด้วย เท่ากับทำร้ายร่างกาย อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ เด็กที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ เวลาถูกขัดใจ เพื่อนเล่นไม่ถูกใจ หรือโดนเพื่อนแหย่ โดนแกล้ง โดนล้อ เมื่อเกิดเหตุของขึ้น ร้องแล้วคุมมือคุมเท้าตัวเองไม่ได้ กระโดดถีบคนอื่น ทำร้ายเพื่อน อันนี้เป็นปัญหา ผู้ใหญ่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด”
“หยุดความรุนแรงให้ได้ สอนให้รู้อารมณ์และวิธีการจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม แล้วก็อย่าลืมดูทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ บางทีผู้รับบทเหยื่อก็คือ ไม่เบา แกล้งเค้า จนเค้าทนไม่ได้ อันนี้ต้องดูให้ดี มีผู้รับบทเหยื่อแต่นางคือ นางร้ายตัวจริง อันนี้ก็มีจริง รวมถึงบางทีผู้ถูกกระทำก็มีปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายอย่าง ที่ทำให้ถูกแกล้งก็มี ดังนั้น ดูเพียงผู้กระทำไม่ได้ ต้องดูผู้ถูกกระทำด้วย ตัดภาพไปที่ผู้ปกครองที่ลูกโดนทำร้าย แล้วพุ่งเข้าไปกระโดดถีบเด็กอายุ 6 ขวบ เลือกคำไม่ถูกว่าจะพูดอะไรต่อ ไม่พูดก็แล้วกัน ให้เป็นคดีความกันตามเหตุ”
อีกทั้ง “และผลของเขาก็แล้วกัน ภาพรวมกล่าวเช่นนี้ การทำร้ายใครไม่ว่าจะด้วยวาจา หรือด้วยร่างกาย ตี โดดถีบ หรือจะท่าไหนก็ตาม ถือเป็นเรื่องที่มิอาจยอมรับได้ในปัจจุบัน ด้วยสังคม ด้วยความสงบและศีลธรรมจรรยาที่ดี ในแบบมนุษย์ผู้ประเสริฐ ด้วยข้อมูลจากงานวิจัย พบว่าการทำโทษด้วยความรุนแรง มิอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ถูกกระทำในระยะยาว มันทำได้เพียงการหยุดพฤติกรรมในระยะสั้นเท่านั้น และหากกล่าวแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม คนมิใช่สัตว์เดียรัจฉาน การเฆี่ยนตีมิใช่สิ่งที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อกัน การลงโทษด้วยการทำโทษทางร่างกาย (Physical Punishment) รวมถึงทางวาจา”
นอกจากนี้ “การศึกษามีเป็นหมื่นๆ ชิ้นว่ารังแต่จะส่งผลเสียให้กับลูก ทั้งในระยะสั้นและยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียน อารมณ์ โรคทางจิตเวช-อารมณ์ และพฤติกรรมชั่วอีกมาก แปลง่ายๆ ว่า ทำชั่ว พ่อแม่ยิ่งตี ลูกอาจยิ่งชั่วกว่าเดิม แถมยิ่งทำให้ลูกรู้สึกไร้ค่า ลดทอนความมั่นใจในตัวเอง ลดทอนคุณค่าของความเป็นคน และปลูกฝังความรุนแรงให้เด็กอีกด้วย แน่นอนว่าคนสมัยก่อนเขามีกุศโลบายในการเลี้ยงลูกให้อยู่รอดเสมอมา สมัยที่เรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ เราต้องสู้รบกับนักล่าอื่นๆ ตามธรรมชาติ เสือ สิงห์ กระทิง แรด ช้างป่า และอีกมาก”
อย่างไรก็ตาม “มนุษย์จึงสร้างความเชื่อให้คนเรากลัวความมืด กลัวอะไรๆ ที่อาจเกิดอันตราย เช่น สอนให้คนเรากลัวความมืด ไม่อาบน้ำตอนกลางคืน เดี๋ยวผีพรายมาเอาตัวไป (ซึ่งสมัยก่อนเราอาบน้ำในคลองไง จมน้ำตายกันไปเท่าไร) ไม่ตัดเล็บตอนกลางคืน (เพราะสมัยก่อนใช้มีดตัด มองไม่ชัด นิ้วหลุดได้ง่าย ๆ)”
ขอบคุณข้อมูล : เลี้ยงลูกตามใจหมอ



