สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ว่า รายงานสภาพอากาศประจำปีที่เผยแพร่โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) คาดการณ์ว่า โลกจะยังคงมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ต่อไป หลังผ่านพ้นปีที่ร้อนสุดเท่าที่เคยบันทึกมา ในปี 2566 และ 2567

“เราเพิ่งประสบกับช่วงเวลา 10 ปีที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ และน่าเสียดายที่รายงานของดับเบิลยูเอ็มโอ ไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า ความร้อนจะลดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า มันจะเกิดผลกระทบเชิงเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจ ชีวิตประจำวัน ระบบนิเวศ และโลกของพวกเรา” นางโค บาร์เรตต์ รองเลขาธิการดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าว

อนึ่ง ข้อตกลงปารีส ฉบับปี 2558 มีเป้าหมายที่จะจำกัดอุณหภูมิโลก ไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และจำกัดไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส หากเป็นไปได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศหลายคนมองว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เนื่องจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ดับเบิลยูเอ็มโอคาดการณ์ว่า อุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยของโลกในแต่ละปี ระหว่างปี 2568 และ 2572 จะอยู่ที่ 1.2-1.9 เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และมีโอกาส 70% ที่ความร้อนเฉลี่ยในช่วงปี 2568-2572 จะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

“สิ่งนี้สอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับแนวโน้มที่อุณหภูมิโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส บนพื้นฐานระยะยาว ในช่วงปลายทศวรรษที่ 2020 หรือช่วงต้นทศวรรษที่ 2030 ซึ่งผมคาดว่าความน่าจะเป็นนี้ จะอยู่ที่ 100% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ในมุมมองเวลา 5 ปี” นายปีเตอร์ ธอร์น ผู้อำนวยการหน่วยวิเคราะห์และวิจัยสภาพอากาศแห่งไอร์แลนด์ จากมหาวิทยาลัยเมย์นูธ กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น ดับเบิลยูเอ็มโอระบุเสริมว่า มีโอกาส 80% ที่อย่างน้อย 1 ปี ในช่วงปี 2568-2572 จะมีอุณหภูมิสูงกว่าปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ปัจจุบัน.

เครดิตภาพ : AFP