ต้องเรียกเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองครั้งสำคัญ หลัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาทวงเก้าอี้ รมว.มหาดไทย ผ่านสื่อ แม้จะสวมบทเป็นนักวิเคราะห์ข่าว แต่ใครก็ต้องคิด เป็นความต้องการอย่างแท้จริง เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยถือว่า มีบทบาทสำคัญในการทำงานควบคู่กับหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่มีกลไก เกื้อหนุนทางการเมือง เชื่อว่าเหตุผลสำคัญที่อดีตนายกฯ ออกมาเปิดประเด็นในเรื่องนี้ อาจไม่แน่ใจว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะคว้าชัยชนะได้ จึงต้องการนำทุกกลไกมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือเป็นคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังตอบคำถามสื่อ เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับพรรคประชาชน (ปชน.) โดยระบุว่า วันนี้ต้องเลิกพูดว่าพรรคนั้นจับกับพรรคนี้ หรือพรรคนั้นจับกับพรรคโน้นไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้สามารถสรุปได้ว่าไม่มีพรรคอะไรจับมือกับพรรคอะไรไม่ได้ ความจริงก็เป็นเรื่องที่ถูก เพราะเราไม่ได้มีความจงเกลียดจงชังกัน แต่เมื่อมีความเห็นหรือนโยบายที่ไม่ตรงกัน หรือนโยบายที่อีกฝ่ายรับไม่ได้ ในขณะนั้นก็อย่าเพิ่งจับกัน…”

เป็นการส่งสัญญาณหลังพรรคสีส้มไม่ได้ชูนโยบายการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกทั้งไม่กี่วันที่ผ่านมา พรรคปชน.เพิ่งให้ความเห็นชอบ กับการเปลี่ยนชื่อ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็น “สำนักงานพระคลังข้างที่” อีกทั้งพรรคภท. ก็คงเก็บความไม่พอใจไว้ลึกๆ หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไล้บี้คดีฮั้วสว. โดยเชื่อว่า มีคนบางการอยู่เบื้องหลัง เพียงแต่ไม่กี่วันที่ผ่าน “นายทักษิณ” โชว์บทโอบคอ “นายอนุทิน” ระหว่างเดินทางไปบรรยายที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แต่กลับมาวิจารณ์การทำงานของ รมว.มหาดไทย ว่า “การนำนโยบายไปถึงประชาชน กระทรวงหลักคือกระทรวงมหาดไทย วันนี้มันไม่ค่อยถึง เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยยังไม่ค่อยทำเต็มที่ เวลามันเหลือ 2 ปีแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่มหาดไทยต้องทำงานให้เต็มที่…” หรือ “…คือมันเป็นเรื่องการทำงานเพื่อประชาชน ถ้าอยากทำงานให้ได้ผล พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจเพื่อให้นโยบายถึงประชาชนจริงๆ ก็ต้องให้กระทรวงมหาดไทยอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย นี่คือหลักการ…”

แม้กระทั่งการตอบคำถามกับคำถามที่ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเอากระทรวงมหาดไทยมา คิดว่าในฐานะนักวิเคราะห์ มีประสบการณ์ทางการเมืองภูมิใจไทยจะกล้าถอนตัวไหม? คำตอบคือ “คิดว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่อง คงไม่ถอนมั้ง เราไม่อยากให้เขาถอน ก็อยู่ด้วยกันมา” และคำถาม ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ล่ะ? “ทักษิณ” ตอบว่า “อันนั้นก็เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมการตัดสินใจของแต่ละพรรคได้”

เท่ากับผู้มากบารมีไม่สนใจ ไม่แคร์ความรู้สึกเพื่อนร่วมงาน หรือเกี่ยวกับปรากฏการณ์ก่อนหน้านี้ ที่พรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายใต้การนำของ อาจารย์แหม่ม “นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์” หัวหน้าพรรค และมี “ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า” ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษาพรรค ซึ่งพยายามกวาดต้อน สส. ให้เข้ามาอยู่ในพรรคมากที่สุด หากพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

หรือการที่นายทักษิณ ออกมาเปิดประเด็นในเรื่องนี้ ต้องการกลบข่าวมติแพทยสภา เรื่องชั้น 14 รพ.ตำรวจ เรื่องศาลฎีกาฯ นัดไต่ส่วนวันที่ 13 มิ.ย. ไม่ต้องการให้ตนตกเป็นเป้าในการตรวจสอบ

ขณะที่ “นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” อดีตรองประธานสภาฯ และอดีต สส. หลายสมัย ซึ่งเป็นบิดาของ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 รวมถึง นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเขียนข้อความว่า “เขาคือใคร? อย่างนี้ก็ได้หรือ มาตรา 28 แห่ง พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคการเมือง กระทำการครอบงำ หรือชี้นำพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม…” มาตรา 29 ห้ามผู้ใดที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจการของพรรคในลักษณะที่ทำให้พรรค หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม

ด้าน “นายอนุทิน” ให้สัมภาษณ์ถึงถึงกรณี นายทักษิณ เสนอให้ปรับครม. ทวงคืนกระทรวงกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากทำงานไม่เต็มที่ ว่า วันที่ 1 มิ.ย. ไปเรื่องน้ำท่วมที่อ่างทอง ที่ผ่านมาก็ทำงานทั้งจับบุหรี่เถื่อน และเรื่องงานอื่น ไม่เชื่อไปดูข่าวต่างๆ ได้ เมื่อถามว่า นายทักษิณ พูดว่าจะยึดกระทรวงมหาดไทยแบบนี้ทำได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “นายกฯ บอกว่า ไม่มีอะไร เดี๋ยวให้ลองถามท่านนายกฯ ดู เรื่องนี้ยังไม่มีอะไร ยังไม่มีการพูดคุยกันเลย ไม่มีอะไร ยังไม่คุยกับท่านนายกฯ เลย ” เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายทักษิณ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องคุยกับท่านนายกฯ สิครับลูกพี่ (สื่อ) เมื่อถามว่า น้อยใจหรือไม่ นายอนุทิน ได้หันไปจับหัวตัวเองแล้วย้อนถามว่า “โถ ผมหัวล้านหรือเปล่า”

อีกทั้งในระหว่างการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำ2569 “นายชาดา ไทยเศรษฐ์” สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นวิจารณ์ในหลายประเด็น เช่น ปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่าง คนจนกับคนรวย และยังบอกอีกว่า “ผมเองเมื่อก่อน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายแจกเงินดิจิทัลหนึ่งหมื่นบาทของพรรคเพื่อไทย แต่ปัจจุบันนี้เห็นด้วย ฝากท่านประธานถึงท่านนายกฯ ต้องแจกครับ เงินมี ใครที่อยู่ข้างบนแจกไม่ได้ลงมา เอาคนอื่นขึ้นไปนั่ง ผมเรียนด้วยความเคารพ พูดอย่างนี้จริงๆ ถ้าไม่มีปัญญาทำให้นายกฯ ได้ ลงมาคนอื่นมีเยอะแยะที่เขาทำได้ แล้วเงินมีเยอะครับประเทศไทย ตรงไหนที่ติดขัด ก็แก้ซะ ถ้าท่านไม่จัดการเรื่องดิจิทัลให้เรียบร้อย อย่าไปแจกใกล้ๆ เลือกตั้งครับ อย่าว่าแต่หมื่นเลย สองหมื่น ก็แจกได้ ถ้าไม่แจกเขามาแน่ครับ นายกฯเท้ง” นายชาดา กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษากล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ถึงเวลาปรับ ครม. แล้วหรือยังว่า ไม่ใช่หน้าที่ตน เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ เมื่อถามว่า หลังจากที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พูดดูเหมือนการเมืองคึกคักอยากให้มีการปรับ ครม. ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “การเมืองมันก็เหมือนเรื่องทั่วๆ ไป เมื่อมันหลวมก็ขันให้มันแน่นหน่อย เรื่องที่เกี่ยวกับประเทศชาติบ้านเมืองมันไม่ควรจะหลวม ควรจะขันให้แน่นอยู่ตลอดเวลา”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าไปยึดติดเด็ดขาด มันต้องประมาณตัวเองตลอดเวลาว่าเราทำงานตอบโจทย์หรือไม่ เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ประเทศชาติหรือไม่ ซึ่งหลักการทั่วไปของการเป็นนักการเมืองคือ อย่ายึดติด บางครั้ง บางคน บางท่าน หัวโขนที่เขาสวมให้ไปยึดติดมากเกินไป ไม่ดูตัวเอง มันก็ไปไม่รอด ที่ผมพูดไม่ได้หมายถึงใคร ผมเป็นนักการเมือง ก็ต้องประมาณตัวเอง”ร.อ.ธรรมนัส กล่าวและตอบคำถาม ตอนนี้ได้คุยกับนายทักษิณ บ้างหรือไม่ว่า ก็คุยกันตลอด

ต้องรอดูสัญญาณที่ นายทักษิณ ส่งออกมา จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือไม่ หรือเป้าหมายต้องการสร้างกระแสข่าว เพื่อกลบข่าวมติแพทยสภา และ กรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจ หรือต้องการปรามพรรคภูมิใจไทย

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องแปรงบประมาณเข้าพื้นที่ จนนำมาสู่การยื่นให้องค์กรอิสระตรวจสอบนั้น “นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาชน (ปชน.) เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ(รธน.) ร้องนายพิเชษฐ์ ทำผิดต่อ รธน. มาตรา 144 ใน พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่าเป็นเรื่องของกระบวนการก็ว่ากันไป ส่วนที่ระบุว่ามีการโยกงบ เพื่อนำโครงการไปกระจุกในพื้นที่จังหวัดของตนเองนั้น โยกไม่ได้หรอก ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ไม่ได้หนักใจ ยื่นไปเลย ขอให้ตรวจสอบ ห้ามไม่ได้ เมื่อถามอีกว่ามองว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อเอาคืนหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า “ถ้าเราทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมไม่ห่วง ไม่กลัวอะไรทั้งนั้นจะยื่นอะไรก็ยื่นไป”

ด้าน นายภัณฑิล น่วมเจิม และ น.ส.ภัสริน รามวงศ์ สอง สส.กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ เชิญเดินสำรวจอาคารรัฐสภาว่า พรรคกำลังยื่นเรื่องการแปรงบเข้าเขตพื้นที่ผิด รธน. หรือไม่ จึงมองว่าไม่เหมาะ ที่จะมาแถลงข่าวร่วมกับนายพิเชษฐ์ สามารถพาทุกคนทัวร์สภาได้เองอยู่แล้ว อย่างศาลาแก้ว ทั้งที่ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ได้ข่าวมาว่าจะรื้อทั้งหมด และยังใช้คำว่าแค่พันล้าน ในการปรับปรุงรัฐสภา ถือเป็นการดูถูกประชาชน นายพิเชษฐ์ กล้าเถียงหรือไม่ว่าจะไม่รื้อ อยากให้สื่อมวลชนติดตามเรื่องการแปรงบประมาณ เข้าเขตพื้นที่ตนเอง ซึ่งผิด รธน.มาตรา 144 อย่างชัดเจน

ถือว่าไม่บ่อยครั้งที่บุคคลระดับรองประธานสภาฯ จะมีถูกร้องให้ตรวจสอบเรื่องการใช้งบประมาณ คงต้องรอดูบทสรุป ในเรื่องนี้จะจบอย่างไร.

“ทีมข่าวการเมือง”