นายวิเชียร ชัยสถาพร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ พันธกิจด้านกีฬาและความทับซ้อนของการจัดการแข่งขันกีฬาระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ โดยเชิญผู้แทนจากสำนักปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ผู้แทนจากกรมพลศึกษา, ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้แทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง
นายวิเชียร กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการจัดการแข่งขันกีฬาทับซ้อนกันระหว่างกรมพลศึกษา, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการกีฬาแห่งประเทศไทย เช่น การจัดแข่งขันกีฬานักเรียน อายุไม่เกิน 18 ปี ของกรมพลศึกษา ซึ่งต้องรับผิดชอบดูแลกว่า 4,000 โรงเรียน แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานท้องถิ่นของแต่ละจังหวัดก็จัดแข่งกีฬานักเรียนเฉพาะโรงเรียนในท้องถิ่นของตัวเอง จึงทำให้เกิดปัญหาในการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการจัดแข่งกีฬา

ส่วนการกีฬาแห่งประเทศไทยและกรมพลศึกษา ก็มีการจัดการแข่งขันกีฬาผู้สูงอายุ ในลักษณะที่ทับซ้อนเช่นกัน เป็นผลให้กรมพลศึกษา ถูกตัดงบประมาณลงไปเรื่อย ๆ ในทุกปี ดังนั้นจึงเห็นว่าทั้ง 3 หน่วยงาน ควรมาทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อกำหนดว่า จะให้ใครเป็นเจ้าภาพจัดแข่งกีฬา เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่มีอยู่จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เยอะกว่าและสมบูรณ์มากกว่า
นายภานพ ใจเกื้อ เลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะอนุกรรมาธิการด้านกีฬา กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ หรือ คกช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการวางกรอบและขับเคลื่อนนโยบายด้านการกีฬาของประเทศ น่าจะเป็นหน่วยงานที่จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและชี้ขาดว่าปัญหาหรือกิจกรรมมีความทับซ้อนกันหรือไม่ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ มีหลากหลายหน่วยงานร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งมีหน้าที่จัดทำนโยบายและพิจารณาแผนการจัดแข่งขันกีฬา แต่มีคำถามว่าได้มีการส่งหรือเสนอแผนการจัดการแข่งขันผ่านไปยังคณะกรรมการนโยบายกีฬาแห่งชาติให้ได้รับทราบหรือไม่

ทางด้าน ดร.จำลอง อนันตสุข รองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกีฬา วุฒิสภา กล่าวเสริมว่า ด้วยอำนาจหน้าที่ของ คกช. ที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการดำเนินการด้านกีฬาของประเทศ, เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินนโยบายและแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนากีฬาของชาติ และพิจารณาการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐตามแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ สิ่งเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดแข่งขันกีฬา ควรต้องเสนอแผนการแข่งขันให้ คกช. รับทราบและพิจารณา ดังนั้น หากเกิดปัญหาความทับซ้อนในการจัดการแข่งขันกีฬา คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติคือผู้ที่จะให้ความกระจ่างได้มากที่สุด
“ดังนั้นการที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอแผนการจัดกิจกรรมกีฬาให้ คกช. รับทราบและพิจารณาอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความทับซ้อน ซึ่งจะนำไปสู่การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนากีฬาของชาติที่เป็นระบบและยั่งยืน” ดร.จำลอง กล่าว




