สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ว่า ประกาศดังกล่าวเป็นบทสรุปของเรื่องราวที่เริ่มต้นเมื่อเดือน ธ.ค. 2566 เมื่อบริษัทนิปปอนสตีล ตกลงเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของสหรัฐ ในมูลค่า 14,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 489,316 ล้านบาท)

การซื้อกิจการอย่างเด็ดขาดของนิปปอนสตีล จุดชนวนให้เกิดการคัดค้านทางการเมืองจากทั้งสองพรรคใหญ่ของอเมริกา รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าว ตลอดช่วงหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2567

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เปลี่ยนจุดยืน เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ว่ามีการเจรจาใหม่เกี่ยวกับการควบรวมกิจการ ซึ่งเคยเผชิญกับการขัดขวางในยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ข้อตกลงด้านความมั่นคงระหว่างนิปปอนสตีลกับรัฐบาลสหรัฐ ระบุว่า จะมีการลงทุนใหม่ประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 361,240 ล้านบาท) ภายในปี 2571 รวมถึงอนุญาตให้รัฐบาลวอชิงตันแต่งตั้งผู้อำนวยการอิสระ 1 คน ให้สิทธิในการยินยอมลดงบประมาณการลงทุนที่เสนอ และอำนาจอื่น ๆ

ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้บริษัทแห่งใหม่ ซึ่งมาจากการรวมตัวระหว่างนิปปอนสตีล กับยูเอสสตีล กลายเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่หลายประการ นับตั้งแต่ภาษีศุลกากร ไปจนถึงความต้องการเหล็กที่ลดลงทั่วโลก

อนึ่ง ในส่วนของ “หุ้นทองคำ” ไม่ได้ทำให้รัฐบาลสหรัฐมีสิทธิได้รับเงินปันผล และไม่ได้บังคับให้รัฐบาลวอชิงตันลงทุนในบริษัท แต่จะให้ “อิทธิพลพิเศษ” แก่รัฐบาลแทน ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผย.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES