วันที่ 11 ก.ค. ที่บ้านพิษณุโลก นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังได้หารือร่วมกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และทีมไทยแลนด์ ว่า ในวันนี้ ได้เชิญหลายฝ่ายหลายหน่วยงานเข้าร่วมหารือ เช่น คณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก รมว.อุตสาหกรรม รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.พาณิชย์ รมว.การต่างประเทศ ตนเอง (รมว.คลัง) และปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ได้ข้อสรุปว่า 1.วิธีคุยและมุมมองการนำเข้าสินค้าสหรัฐ และดูว่าทั้งหมดต้องไม่ให้ผู้ผลิตในประเทศและอุตสาหกรรมรายย่อยได้รับผลกระทบ

2.การทำครั้งนี้มีหลายเรื่อง อาจต้องรับซื้อสินค้านำเข้ามา แต่ได้รับซื้อเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งมองว่าในครั้งนี้ ไทยจะได้โอกาสปรับตัวเอง และมาหารือว่าจะมีวิธีการปรับอย่างไรให้สินค้านำเข้าได้กำกับดูแลทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

3.เร่งความรวดเร็วได้ประสิทธิภาพ ทั้งขาเข้าและขาออก และต้องมีมาตรการช่วยเหลือรองรับหลายเรื่อง โดยต้องกลับมาทำในรายละเอียดว่าจะดูแลไม่ให้ได้รับผลกระทบอย่างไร เช่น ภาคเกษตร เป็นต้น

เมื่อถามถึงกรณีที่นายทักษิณ เข้ามาร่วมหารือด้วยนั้น นายพิชัย กล่าวว่า “ผมเป็นผู้เชิญ ก็เชิญทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก เห็นว่าท่านเป็นคนรู้เรื่องเหล่านี้ดี น่าจะให้ข้อคิดเห็นและแชร์ข้อคิดเห็นได้ดี จึงเชิญท่านมา”

นายพิชัย กล่าวอีกว่า การเจรจากับสหรัฐจะทำให้ดีที่สุด เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำ หลายเรื่องไม่ใช่แค่อัตราภาษี แต่มีเรื่องอื่นๆ ประกอบด้วย จะชี้แจงให้ชัดเจนจะได้ไม่เสียเปรียบ โดยอัตราภาษีสหรัฐมีสินค้า 2-3 ประเภท ประกอบด้วย สินค้าทั่วไปอัตราภาษี 10% บางประเภท 20% และสินค้านำเข้ามาประกอบ ซึ่งส่วนนี้ไทยเริ่มเข้มงวด เชื่อว่ายังดูแลได้ดี เมื่อเทียบบางประเทศที่สูง ทำให้มองผลกระทบภาพรวมไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบมาก

อย่างไรก็ตามทางไทยได้ส่งหนังสือข้อเสนอเจรจาไปเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบรับ โดยตอนนี้ได้ปรับมามองรายละเอียดเป็นรายการสินค้า เชื่อว่าสิ่งที่ทำเดินมาถูกทาง และมีสิ่งที่เพิ่มได้คุยกัน หาโอกาสคุยกันออนไลน์กับผู้ปฏิบัติการสหรัฐ ว่าจะดำเนินการอย่างไร และอาจมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย

“ไทยควรปรับปรุงในสิ่งที่ควรปรับปรุงและต้องทำ ตนก็พร้อมเดินทาง ส่วนวางเป้าอัตราภาษีต้องไม่ให้เสียเปรียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งสหรัฐต้องการเกือบทุกอุตสาหกรรม ไทยเข้าใจกลุ่มไม่เยอะ เกษตรมูลค่าไม่เยอะ แต่เกี่ยวพันกับคนหมู่มาก”

นายพิชัย กล่าวว่า เชื่อว่าการที่สหรัฐประกาศภาษีนำเข้าจากไทย 36% มีผลวันที่ 1 ส.ค. นี้ มองว่าเป็นการเลื่อนเวลาให้กับไทย เพราะยังไม่ได้เจรจาถึงที่สุด จึงต้องมาทบทวน และมีเวลาถึงวันที่ 1 ส.ค. เพื่อให้ได้ข้อยุติ เชื่อว่าการได้ข้อยุติ เป็นระดับกว้าง นำมาถึงการคุยกันครั้งนี้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ตนได้เรียกประชุมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย และภาคเอกชน บริษัทใหญ่ หารือสิ่งที่ได้รับผลกระทบว่ามีในเรื่องใดบ้าง และจะมีมาตรการรองรับอย่างไร โดยแยกเป็นหมวด ต่างคนต่างรู้ว่าเป็นอย่างไร และให้กลับไปทำการบ้านและคาดว่าจะได้ข้อสรุปก่อนวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. นี้

“ต้องดูผลกระทบแต่ละอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร และการทำงานของเอกชนและรัฐ จึงต้องมานั่งคุยกันวันนี้ เพื่อให้การคุยรู้ในรายละเอียดว่าทำอะไรบ้าง ท่าที ความคิดเห็นเป็นอย่างไร มานั่งให้ความเห็นดูว่าผลกระทบและแก้ไขปัญหาอย่างไร”