เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุม บอร์ด สปสช. ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ที่ประชุมได้รับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โครงการค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พ.ศ. 2568 และได้มีมติเห็นชอบหลักการของ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พ.ศ. ….เพื่อจ้างดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver) นอกเหนือจากงบกองทุนระบบดูแลระยะยาวสำหรับดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC) ของกองทุนบัตรทองทั้งนี้ การจ้างงานจะอ้างอิงระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่นและการเบิกค่าใช้จ่าย พ.ศ. 2562
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นไปตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยจะมุ่งสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เพื่อช่วยลดภาระของครอบครัวและภาครัฐ พร้อมทั้งสร้างอาชีพและรายได้ในระดับชุมชน และต่อมา คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมติเห็นชอบข้อเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยรวมถึง ข้อเสนอค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ของ สปสช. ด้วย จากนั้น วันที่ 24 มิ.ย. 2568 ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ภายใต้วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท โดย สปสช. ได้รับอนุมัติโครงการในด้านเศรษฐกิจชุมชน เป็นวงเงิน 1,115 ล้านบาท
“จากงบประมาณในส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ สปสช. ได้รับมอบมานี้ จะทำให้เกิดการจ้างแคร์กีฟเวอร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 1.8 หมื่นคน สำหรับลงไปดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง 106,806 ราย ส่วนปีถัดไปทาง สปสช.ก็ได้เตรียมตั้งงบสำหรับจ้างแคร์กีฟเวอร์ เหล่านี้ในปีงบประมาณถัดไปแล้ว และยังได้ทำแผนจ้างแคร์กีฟเวอร์ที่เป็นแผนระดับประเทศซึ่งอยู่ระหว่างการนำเสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาอีกส่วนหนึ่ง โดยสัดส่วนแคร์กีฟเวอร์ ต่อผู้มีภาวะพึ่งพิงนี้จะให้ท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดความต้องการโดยอ้างอิงข้อมูลจำนวนผู้มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ เพื่อนำเสนอว่าในพื้นที่ควรมีจำนวนแคร์กีฟเวอร์กี่คน” รมว.สาธารณสุข กล่าว
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ในส่วนการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์นี้ต้องไม่เกิดการจ้างงานซ้ำซ้อน และการจ่ายยังคงยึดตามหลักการในโอนงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งรวมเมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร (กทม.) และจะจัดระบบให้มีการโอนค่าจ้างงานเป็นรายเดือน ส่วนเงื่อนไขการจ่ายค่าบริการให้ผู้ที่จะได้รับการจ้างเป็นแคร์กีฟเวอร์ต้องผ่านอบรมหลักสูตรของกรมอนามัย หรือหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง หรือหลักสูตรอื่นที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีตำแหน่งหรือเงินประจำ ตลอดจนการเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ หรือในรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยได้รับค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการเป็นประจำ.



