ขณะที่รัฐบาลของ “นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร” กำลังปวดหัวกับการแก้โจทย์ยาก จากกรณีที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2568 ทีมไทยแลนด์จึงต้องเร่งเดินหน้าทุกช่องทาง และจัดทำข้อเสนอต่างๆ ไปเจรจาต่อรองกับประเทศมหาอำนาจให้ลดอัตราภาษีที่ว่านี้
แต่อยู่ๆ ก็เกิดข่าวคราวที่ว่าสหรัฐอเมริกายื่นขอตั้งฐานทัพเรือในพื้นที่ฐานทัพเรือทับละมุ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลอันดามัน โดยรัฐบาลสหรัฐฯในยุคก่อนหน้านี้อยากจะเข้ามาตั้งฐานทัพเรือบริเวณนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงมหาสมุทรอินเดีย เชื่อมต่อกับเครือข่ายชาติพันธมิตรตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ทั้งที่สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพอยู่แล้วใน 3 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
จากกระแสข่าวลือล่าสุดนี้ สั่นสะเทือนกองทัพและรัฐบาลที่กำลังถูกจับตาอยู่เรื่องการรักษาอธิปไตย โดยกองทัพเรือชี้แจงว่าสหรัฐฯ ยังไม่เคยมาขอใช้พื้นที่ทับละมุตั้งฐานทัพเรือ และตามข้อตกลงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เรื่องการส่งกำลังบำรุง สหรัฐฯสามารถมาจอดเรือ และรับการส่งกำลังบำรุง หรือเติมน้ำมันที่ฐานทัพเรือพังงาได้ เหมือนกับที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสงขลา หรือแม้แต่สนามบินอู่ตะเภาที่สหรัฐฯมาใช้ตลอดเพราะมีข้อตกลงกันอยู่
นอกจากนี้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลต่างออกมาปฏิเสธ โดย “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ และพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ประสานเสียงยืนยันว่า สหรัฐฯไม่มีข้อเสนอนี้ ด้าน “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ ระบุว่าไม่เคยคุยเรื่องนี้กับสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ยังมีความห่วงกังวลจากหลายฝ่าย โดยบรรดานักวิชาการด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ มองว่า ฐานทัพเรือทับละมุ หรือฐานทัพเรือพังงา ใกล้ช่องแคบมะละกาและมหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ มาตั้งฐานทัพตรงนี้ จะมีผลต่อการคุมเส้นทางเดินเรือหลักของการค้าส่วนใหญ่ของโลก และคานอิทธิพลของอีกประเทศมหาอำนาจ คือ “จีน”
เนื่องจาก ทะเลอันดามันอยู่ใกล้เส้นทางของยุทธศาสตร์สำคัญของจีนที่ริเริ่มโดย “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน คือ “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI)” ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนระหว่างประเทศขนาดใหญ่ เชื่อมโยงหลายประเทศในทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ดังนั้น หากสหรัฐฯ ขอมาใช้ฐานทัพเรือทับละมุจริง จะกระทบกับสายสัมพันธ์ไทย-จีนอย่างมาก ลุกลามถึงความร่วมมือในโครงการสำคัญๆ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางจีน-ลาว-ไทย แม้กระทั่งแผนงานโครงการแลนด์บริดจ์ที่นักธุรกิจจีนกำลังให้ความสนใจ
สถานการณ์นี้จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลไทยต้องรักษาสมดุลสายสัมพันธ์กับจีนและสหรัฐฯ มิฉะนั้นอาจทำให้ไทยถูกบีบคั้นจนบาดเจ็บจากกำปั้นของ 2 ชาติมหาอำนาจที่ต่างต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และหากไทยยอมลดอธิปไตย เปิดฐานทัพให้ต่างชาติเข้ามาใช้ เพื่อแลกกับการลดกำแพงภาษี ผลลัพธ์อาจเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า และสั่นคลอนความมั่นคงของชาติ สร้างผลเสียต่อประเทศในระยะยาว



