หลังจากไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อไปพักใหญ่ๆ ในที่สุด “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นคุณพ่อผู้มากบารมีของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม กลับมาเคลื่อนไหวแบบรัวๆ ช่วง 3 สัปดาห์นี้
ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดิมๆ อย่างการขึ้นเวทีทอล์ก โชว์ความคิดวิสัยทัศน์ราวกับมอบนโยบายรัฐบาล แล้วให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และการไปลงพื้นที่ร่วมงานบุญ พร้อมพบปะประชาชนในต่างจังหวัด แต่เพิ่มเติมด้วยไฮไลท์สำคัญ แบบโนสนโนแคร์บรรดาคดีความที่พันขาตัวเองอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดี “อดีตนายกฯ ทักษิณ” ถูกร้องเรียนว่าครอบงำพรรคการเมือง จากการเรียกแกนนำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเก่า หารือด่วนที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เพื่อตั้ง “รัฐบาลแพทองธาร” แทนชุดของ “เศรษฐา ทวีสิน” ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสอยตกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
คราวนี้ “ทักษิณ” เปิดหน้ากันชัดๆ เข้าร่วมงานรับประทานอาหารค่ำกระชับมิตรพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่อดีตนายกฯผู้นี้มาร่วมงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาล นับตั้งแต่เจ้าตัวกลับคืนสู่ประเทศไทย และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
แม้เจ้าภาพอย่างพรรคเพื่อไทยชี้แจงว่าเชิญ “ทักษิณ” มากล่าวบรรยายพิเศษ แชร์ประสบการณ์ทางการเมือง แต่นั่นก็เป็นเพียงการเลี่ยงบาลี
เพราะด้วยจังหวะเวลาและสถานการณ์การเมืองขณะนี้ บีบคั้นให้ถึงเวลาที่ท่าน “ส.ท.ร.” ต้องออกโรงมาช่วย “นายกฯ อิ๊งค์” กอบกู้สถานการณ์รัฐบาลที่อยู่ในภาวะระส่ำระสาย มีเสียงสส.ในมือจำนวนปริ่มน้ำ น่าหวั่นใจ และต้องแก้ปัญหาองค์ประชุมสภาฯ ล่มซ้ำซาก หลังโดนฝ่ายค้านเล่นเกมขอนับองค์ประชุมหลายหน ส่งสัญญาณอันตรายต่อความอยู่รอดของรัฐบาลชุดนี้
หากถอดรหัสถ้อยคำของ“อดีตนายกฯ ทักษิณ” ก็จะเห็นภาพของการเป็นศูนย์กลางอำนาจตัวจริงของรัฐบาล“นายกฯลูกพ่อ” กำลังร่ายมนตร์สะกดพรรคร่วมรัฐบาล และกระชับอำนาจทางการเมือง โดยพูดย้ำเสมอว่าตัวเองยังอยู่ที่นี่ พร้อมเป็นผู้ประสานงาน ให้กำลังใจและคำปรึกษา แค่ทุกคนอย่าว้าเหว่ ให้มั่นใจในเสียงสส.ที่มีแม้ปริ่มน้ำ แต่มีค่าเกินพอ
และพีคได้อีกตรงที่ “ทักษิณ” ถือโอกาสนี้ประกาศจับมัดบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลให้เดินหน้าด้วยกันต่อไป ผนึกกำลังเป็นรัฐบาลอีกสมัยหลังการเลือกตั้งใหญ่รอบหน้า แถมแฝงนัยยะคำพูดที่ว่า “คะแนนเสียงมันหายไปได้ ก็กลับมาได้” นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณไปถึงใคร จะหมายถึงเพื่อนเก่าอย่าง “พรรคภูมิใจไทย” ให้กลับมาคืนดีกันอีกใช่หรือไม่
นอกจากนี้บริบทของรัฐบาลปัจจุบันยังปั่นเกมการเร่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หวังให้จบดีลภายในเดือน ส.ค.นี้
ทั้งหลายทั้งปวงล้วนบ่งชี้ว่านาทีนี้ “ทักษิณ” สวมบทหัวใจสิงห์ ช่วยลูกสาวสุดที่รัก เดินหน้าลุยไฟรักษาอำนาจแบบไม่กลัวใครหน้าไหน ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าอุณหภูมิการเมืองนับจากนี้จะทวีความร้อนแรงขึ้นขนาดไหน
ที่สำคัญต้องจับตาดูว่าก้าวย่างของ “นายใหญ่แห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า” จะเปล่งรัศมีช่วยฟื้นฟูเรียกศรัทธาคืนสู่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ หรือจะยิ่งสูญสิ้นศรัทธา เพราะประชาชนเอือมระอาต่อความอหังการไม่จบสิ้น



