โดยศาลมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปจนถึงวันที่ 4 ส.ค. 2568 เป็นครั้งสุดท้าย หากไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในกำหนดระยะเวลา ให้ถือว่าไม่ติดใจที่จะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไป
เรียกได้ว่าใกล้งวดเข้ามาทุกขณะแล้ว สำหรับคดีคลิปสนทนาระหว่าง “หลานอิ๊งค์” กับ “อังเคิล” ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา รอเพียงศาลกำหนดวันนัดฟังคำวินิจฉัย หลังจากขยายเวลายื่นคำชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาออกไป ซึ่งคาดว่าจะกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัย ภายในสองสัปดาห์ ด้านหนึ่ง เมื่อประมวลความเห็นจากบรรดานักกฎหมายหลายคน ต่างออกมาฟันธงตรงกันว่าคดีนี้ “รอดยาก” บางคนถึงกับกล่าวว่ามีเพียง “ปาฏิหาริย์” เท่านั้น ที่จะทำให้รอดคดีไปได้ อีกทั้งพยานหลักฐานก็ถือว่าง่ายดายสำหรับการวินิจฉัย ในเชิงข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ทราบกันมากมาย
หากประเมินเรื่องของเสียงข้างมากศาลรัฐธรรมนูญ ที่ลงมติให้ขยายเวลา 5 ต่อ 4 ถือว่าฉิวเฉียดมาก และให้ขยายเวลาถึงแค่ วันที่ 4 ส.ค.นี้ เท่านั้น ทั้งที่หลายคนตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า กรณีดังกล่าวไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยสั่งคดีได้อยู่แล้ว ดังนั้น ด้วยเสียงมติฉิวเฉียดดังกล่าวก็น่าจะสะท้อนผลที่จะออกมาได้ดีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน คดีนี้ถือว่าใกล้จบเต็มทีแล้ว คาดว่าไม่น่าเกินเดือนส.ค.นี้ อย่างแน่นอนจะได้รู้ผลกัน
คดีชี้ชะตา “ลูกคนเล็กตระกูลชินวัตร” เข้าสู่แดนประหารคดีทางการเมือง มีกระแสข่าวออกมาว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับ “นายกฯอิ๊งค์” คือการลาออกทิ้งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ส่งไม้ต่อให้ “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย เพื่อรักษาอำนาจรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยื้อชีวิตออกไปได้อีก 3-4 เดือน เพื่อใช้งบประมาณ ปี 69 ทางลงหนีตายจากคดีที่คาดว่าจะมีเรื่องมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ต้องเสี่ยงขาดคุณสมบัติตลอดชีวิต เพื่อให้มีโอกาสกลับมาสู้ศึก ถือธงนำพรรคเพื่อไทยเลือกตั้งครั้งหน้าได้อีก
แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องจับตาดูว่าในช่วงเวลาเป็นเวลาตาย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯจะเลือกทางออกอย่างไร ถือเป็นวาระร้อนที่น่าจับตาของคนทั้งประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ดูทีท่าไม่น่าจะจบลงง่ายๆ กลายเป็นปัญหายืดเยื้อยาวนานแม้จะต้องสู้กันในเวทีโลก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังตามแนวชายแดน เพราะ “ทหารไทย” อาจจะเพลี่ยงพล้ำ เสียแผ่นดินชายแดนไทยให้ศัตรูอย่าง “ทหารกัมพูชา” ที่จ้องยืดพื้นที่ปราสาทตามแนวชายแดนได้ทุกเมื่อ
สุดท้ายนี้บทสรุปจะเป็นอย่างไร ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง และยังเป็นการชี้เป็น ชี้ตายบนเส้นทางการเมืองของ “นายกฯแพทองธาร” และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะฝ่ามรสุมรุมกระหน่ำอย่างหนักในขณะนี้ไปได้หรือไม่ คงต้องนับถอยหลังบทสรุปที่กำลังมาถึงแล้วจะมี “ปาฏิหาริย์” หรือ “ติดบ่วงศาลรัฐธรรมนูญ” ไม่รอดในครั้งนี้หรือไม่ คงต้องติดตามลุ้นผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นอีกไม่น่าได้รู้กัน



