“ลำไย” ผลไม้รสหวานอร่อยที่หลายคนชื่นชอบ และเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศไทย มีการนำมารับประทานผลสด นำไปเนื้อลำไยไปอบแห้ง บรรจุกระป๋อง หรือนําไปปรุงเป็นขนมหวาน
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่ บอกเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “ลำไย” ว่าเป็นผลไม้ที่ปลูกกันมากในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งการรับประทานในรูปเนื้อลำไยสด เนื้อลำไยอบแห้งสีทอง ลำไยอบแห้งทั้งเปลือกและแปรรูปต่างๆ เช่น ลำไยกระป๋อง น้ำลำไย เป็นต้น และลำไยยังเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยาด้วย
ชาวจีนเชื่อว่า “ลำไย” มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจและม้าม เหมาะสำหรับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอทรุดโทรม อาทิ สตรีหลังคลอดบุตร สตรีที่มีประจำเดือนมาก คนไข้ที่เพิ่งฟื้น คนที่เบื่ออาหารหรืออาหารไม่ย่อย บำรุงเลือด ช่วยให้นอนหลับง่าย คลายความเครียดและความวิตกกังวล
ตามตำราแพทย์แผนไทย “ลำไย” เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน มีสรรพคุณ ดังนี้
-แก้ผอมแห้งแรงน้อย
-แก้อาการนอนไม่หลับ
-แก้อาการขี้ลืม
-แก้อาการใจสั่น
-ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย หรือท้องอืดท้องเฟ้อ
-บำรุงร่างกาย
-บำรุงประสาท
-บำรุงกำลัง
-รักษาตัวบวมในสตรีหลังคลอดบุตร
-บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย
-แก้อาการฝ้าบนลิ้นสีขาวและหนา
ลำไยยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ เนื่องจากมีน้ำตาลรีดิวซ์ โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบหลัก โดยลำไยพันธุ์สีชมพู มีปริมาณโปรตีนและน้ำตาลมากที่สุด คือ 8.5 กรัมต่อกิโลกรัม และ 52.4 กรัมต่อกิโลกรัม ส่วนลำไยพันธุ์อีดอ มีปริมาณคาร์โบไฮเดรทมากที่สุด คือ 885.2 กรัมต่อกิโลกรัม

สรรพคุณทางการแพทย์
–ผลลำไยมีสารออกฤทธิ์ทางในกลุ่มของสารประกอบแทนนิน ชนิดแกลโลแทนนิน คือ กรดเอลลาจิค ซึ่งเป็นสารที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง และมีคุณสมบัติกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งเป็นกลไกที่เซลล์มะเร็งถูกเร่งให้แก่เร็วขึ้นและตายด้วยตัวเอง โดยไม่มีผลกับเซลล์ปกติ
–สารสกัดจากเนื้อลำไยอบแห้งหรือเมล็ดลำไยแห้ง มีคุณสมบัติในการเหนี่ยวนำการตายของมะเร็งในลำไส้ใหญ่
-เมล็ดลำไย มีสารโพลีฟีนอล คือ เอลาจิคและเคอร์ซิทิน สามารถป้องกันการเสื่อมสลายของกระดูกและเนื้อเยื่อที่เป็นสาเหตุของอาการปวดข้อเข่า ข้อเขาเสื่อม กล้ามเนื้ออักเสบ ช่วยลดการหดตัวของหลอดเลือดที่ถูกกระตุ้นด้วยเนอร์อีพิเนฟริน (Norepinephrine)
–สารสกัดจากเมล็ดลำไยยังสามารถยับยั้งเชื้อมาเลเรียได้ด้วย
-นอกจากนี้ยังพบสารในกลุ่ม Lignin และ Polysaccharides ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกันฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านเชื้อรา Candida glabrata ด้วย
สรรพคุณของ “ลำไย”
ตามตำราแพทย์แผนโบราณ มีการนำเอาส่วนประกอบต่างๆ ของลำไยมาใช้เป็นยา ได้แก่
ราก – ต้มกินแก้เสมหะมาก, รากสด ต้มกับน้ำตาลกรวด ดื่มแต่น้ำ เป็นยากระจายเลือด แก้ช้ำในพลัดตกหกล้ม, รากแห้ง ต้มกับน้ำ ดื่มแก้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย แก้อาการตกขาว ขับพยาธิเส้นด้าย
ใบ – มีคุณสมบัติเป็นกลาง รสออกหวาน จืดเล็กน้อย มีสรรพคุณแก้หวัด มาลาเรีย ริดสีดวง
ดอก – สรรพคุณแก้นิ่ว ขับหนองต่างๆ
เปลือกผล – มีคุณสมบัติร้อน รสออกหวาน สรรพคุณแก้มึนหัว ทำให้ตาสว่าง ใช้ทาแผลที่โดนน้ำร้อนลวก ช่วยไม่ให้ปวดแผลและไม่เกิดแผลเป็น
เนื้อผลสด – มีคุณสมบัติร้อน รสออกหวาน สรรพคุณแก้ผอมแห้ง แรงน้อย นอนไม่หลับ ขี้ลืม ใจสั่น บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงกำลังและรักษาอาการตัวบวมในสตรีหลังคลอดบุตร
เมล็ด – รสฝาด สรรพคุณแก้ปวด ขับปัสสาวะ ห้ามเลือด รักษาเกลื้อน นำเมล็ดตากแห้ง บดเป็นผงใช้ทาภายนอกแก้แผลเน่าเปื่อย คันหรือแผลเรื้อรังที่มีหนอง ช่วยรักษาเกลื้อน ใช้ห้ามเลือด
ตำรับยา
แก้หวัด – เนื้อลำไย 10-15 กรัม ต้มดื่มต่างน้ำชา
ยาบำรุง – เนื้อลำไยพอประมาณ ดองเหล้าทิ้งไว้ 10 วัน ดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ
ยาบำรุงเลือด – เนื้อลำไย 30 กรัมต่อน้ำตาลกรวด 3 กรัม ตุ๋นในภาชนะดินเคลือบ ดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ
ยาแก้ท้องเสีย – นำเนื้อลำไยตากแห้ง 14 เมล็ด และขิงหั่นบางๆ ต้มให้เดือด

ขับปัสสาวะ – ทุบเมล็ดลำไยให้แตก นำมาต้มดื่มต่างน้ำ
อุจจาระเป็นเลือด – บดเมล็ดลำไยเป็นผง กินตอนท้องว่าง วันละ 2-3 ครั้ง
กระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบ – คั่วเมล็ดลำไยให้แห้ง แล้วบดเป็นผง ชงดื่มวันละ 15-20 กรัม
กลาก – นำเมล็ดลำไยบดแล้วผสมกับน้ำส้มสายชูพอเป็นแป้งเปียก ทาผิวหนังบริเวณที่มีอาการ
วิธีรับประทาน “ลำไย” ไม่ให้เกิดอาการร้อนใน
1. ควรรับประทานควบคู่กับผลไม้ที่มีรสเย็น เช่น มังคุด ชมพู่ กระท้อน แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ลางสาด สับปะรด ส้มโอ แก้วมังกร แอปเปิล สาลี่
2. ดื่มน้ำเกลือตามลงไป เพื่อป้องกันอาการร้อนใน สูตรน้ำเกลือที่ใช้ดื่มประกอบด้วย น้ำเปล่า 1 แก้ว เกลือ ครึ่งช้อนชา ละลายให้เข้ากัน
3. แช่ลำไยทั้งเปลือกในน้ำเกลือ 3-5 นาที



