สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ ว่ารัฐบาลมอสโกไม่ยึดมั่นปฏิบัติตามสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (ไอเอ็นเอฟ) อีกต่อไป เพื่อเตรียมการตอบสนองต่อ “พฤติกรรมบ่อนทำลาย” ของสหรัฐและองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ด้วยการที่รัฐบาลมอสโกยกเลิกแผนการระงับการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางและพิสัยใกล้แบบยิงจากพื้นดิน
อนึ่ง สนธิสัญญาไอเอ็นเอฟ ลงนามเมื่อปี 2530 ซึ่งเป็นช่วงปลายสงครามเย็นและปลายยุคสหภาพโซเวียต โดยประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียต ณ ขณะนั้น กับประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ผู้นำสหรัฐ มีเงื่อนไขสำคัญคือ การห้ามทั้งสองประเทศผลิตและทดสอบขีปนาวุธซึ่งมีพิสัยยิงไกลระหว่าง 500-5,500 กิโลเมตร
⚡️ As the situation evolves with US-made ground-based INF systems being deployed in Europe and the Asia-Pacific, @mfa_russia states that conditions for maintaining a unilateral moratorium on the deployment of similar systems have ceased to exist.https://t.co/SMrA7xtKlz pic.twitter.com/9wop8YQWVl
— MFA Russia ???????? (@mfa_russia) August 4, 2025
การที่รัสเซียถอนตัวออกจากไอเอ็นเอฟ หมายความว่า สนธิสัญญาฉบับนี้มีอันต้องสิ้นสุดไปโดยปริยาย เนื่องจากสหรัฐถิอนตัวออกไปก่อนแล้ว เมื่อเดือน ส.ค. 2562 ตรงกับยุครัฐบาลวอชิงตันสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ทรัมป์สั่งการให้กองทัพสหรัฐเคลื่อนย้ายเรือดำน้ำติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ 2 ลำ “ไปประจำการยัง “ภูมิภาคที่สมควรอยู่” เพื่อตอบสนองต่อถ้อยแถลงที่มีเนื้อหายั่วยุในระดับสูง” ท่ามกลางสงครามน้ำลายระหว่างทรัมป์กับนายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันเป็นรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จากการที่ผู้นำสหรัฐประกาศ “ลดเส้นตาย” ของรัสเซียในการยุติสงครามกับยูเครน จากเดิม 50 วัน ลงมาอยู่ที่ระหว่าง 10-12 วัน
ส่วนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวถึง “เส้นตาย” ของทรัมป์ว่า “สำหรับความผิดหวังที่เกิดขึ้นจากฝ่ายใดก็ตาม เป็นผลจากความคาดหวังที่สูงเกินไป” เพราะความต้องการของ “ฝ่ายศัตรู” มีเพียงอย่างเดียวคือ “หยุดการรุกคืบของรัสเซียในแนวหน้า โดยใช้กลยุทธ์ทุกวิธีการ”.
เครดิตภาพ : AFP



