เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการตอบโต้กัมพูชา หลังเกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดอีกครั้ง เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า จากเหตุการณ์ที่ทหารไทยได้สูญเสียอวัยวะและบาดเจ็บ กระทรวงการต่างประเทศยื่นประท้วงกับกัมพูชาไปแล้วว่าเราไม่พอใจอย่างรุนแรงที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงที่คุยกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา และอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงเราส่งหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยได้ชี้แจงรายละเอียดการกระทำของกัมพูชาที่ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้เราส่งหนังสือถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะที่เป็นประธานรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้ไต่สวนความผิดและการกระทำของกัมพูชาในเรื่องของการใช้ทุ่นระเบิด

รมว.การต่างประเทศ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนได้พูดคุยกับนายทาเคชิ อิวายะ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยขอให้ญี่ปุ่นเร่งใช้กลไกของอนุสัญญาออตตาวาด้วย อีกทั้งได้หารือกับ ดาโตะ เซอรี อูตามา ฮาจี โมฮามัด บิน ฮาจี ฮาซัน รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย และนายวิเวียน บาลากริชนาน รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ โดยเราต้องการให้อาเซียนกดดันให้กัมพูชามาร่วมมือกับไทย ในการแก้ไขปัญหาการวางทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน ซึ่งกัมพูชาบ่ายเบี่ยงตลอด ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชามีความร่วมมือของศูนย์ปฏิบัติการจัดการทุ่นระเบิด ซึ่งกัมพูชาได้รับความช่วยเหลือจากมิตรประเทศให้เก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายมาริษ กล่าวว่า ทั้งนี้ ในวันที่ 15 ส.ค. นี้ ฝ่ายไทยมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย (TMAC) และผู้แทนจากกองทัพ แต่กัมพูชายังปฏิเสธการเข้าร่วม ทั้งหมดนี้ เป็นความพยายามที่เราจะกดดันในกรอบทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อให้กัมพูชาเข้ามาร่วมมือ ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าการทำงานของไทยมีความโปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบความตกลงของยูเอ็น ดังนั้นกัมพูชาคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องแสดงท่าทีและความจริงใจในการร่วมมือกับไทย

ส่วนกรณีที่ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ส่งจดหมายร้องเลขาธิการยูเอ็น และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) โดยอ้างว่าไทยละเมิดอธิปไตยและข้อตกลงหยุดยิงนั้น นายมาริษ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นหลักฐานที่ชัดเจนของกัมพูชาว่าเราละเมิดตรงไหน ขณะที่กัมพูชาใช้วิธีที่ไม่จริงใจต่อความพยายามในการแก้ไขปัญหาตามกรอบข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ทำร่วมกัน แต่ไทยมีหลักฐานชัดเจนชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาไม่จริงใจในการทำตามข้อตกลงหยุดยิง แม้กัมพูชาส่งหนังสือถึงยูเอ็น แต่ยูเอ็นไม่ได้เปิดประชุมเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ ขณะที่ไทยได้มีหนังสือชี้แจงเลขาธิการยูเอ็นทุกโอกาส และทุกกรณีที่มีการขัดแย้งเกิดขึ้น

รมว.การต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ส่วนการที่ตนไปร่วมประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่ประเทศจีน ในวันที่ 13-15 ส.ค. จะใช้โอกาสนี้หารือทวิภาคีกับประเทศสมาชิกที่ไปร่วมประชุม เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้ชี้แจงกับรัฐมนตรีต่างประเทศของทุกประเทศให้ทราบความคืบหน้าต่างๆ นอกจากนี้ ขอย้ำว่า การทำงานของรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพเป็นเนื้อหนึ่งเดียวกัน อีกทั้งนโยบายด้านการต่างประเทศและการทหารสอดรับมาประสานกันมาตลอด ทำให้การดำเนินนโยบายต่างประเทศหรือการทูตประสบความสำเร็จด้วยการกดดันของฝ่ายทหาร ขณะเดียวกัน ทหารมีความสบายใจในการปฏิบัติการทางทหาร บนพื้นฐานว่าเราทำทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การตอบโต้ที่เป็นไปตามบทบาทสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ ประชาคมโลกจึงเข้าใจไทย ต้องขอขอบคุณปฏิบัติการทางทหาร ที่ทำให้การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทูตระหว่างประเทศประสบผลสำเร็จด้วยดี