แม้ให้เหตุผลว่าเป็นวิธีที่ทำได้ทันที อย่างน้อยให้เป็นคดีที่มีชนักปักหลังบุคคลทั้งสอง หากเข้ามาเหยียบแผ่นดินไทยเมื่อไหร่ ก็จะถูกจับกุมในทันที แต่เรื่องนี้กลับทำให้รัฐบาลโดนพี่น้องชาวไทยวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะเห็นๆ กันอยู่ว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชายังคงไร้วี่แววว่าจะคลี่คลายได้เมื่อไหร่ จึงยังไม่มีทางที่ 2 พ่อลูก “ตระกูลฮุน” จะมาเหยียบแผ่นดินไทยในเร็ววัน ฉะนั้นวิธีฟ้องร้องภายในไทย คงไม่มีประโยชน์อะไร จะไปเอาผิดหรือเรียกความรับผิดชอบจากคนที่อยู่ในประเทศอื่นได้อย่างไร

และแล้วก็มีเสียงตอบโต้จาก “ฮุน เซน” ที่ประกาศว่าถ้าผู้นำของไทยเข้ามาในกัมพูชา ก็จะโดนจับกุมเช่นกัน

ที่สำคัญ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทั้งรักษาการนายกรัฐมนตรี และ “มาริษ เสงี่ยมพงษ์” รมว.ต่างประเทศ พูดเสียงเข้มไปทางเดียวกันว่ากำลังพิจารณาใช้ช่องทางฟ้องร้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือในองค์กรระหว่างประเทศ แถมตอกย้ำด้วย “จิรายุ ห่วงทรัพย์” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่าประเทศไทยจะยื่นหลักฐานต่อ “ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี)” เอาผิดกัมพูชาที่เป็นอาชญากรรมสงคราม ทำร้ายพลเรือน

นั่นก็เป็นเพียงความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ที่หวังบรรเทาความโกรธของคนไทย แต่ยังไม่อาจเรียกคืนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล เพราะท่าทีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ผู้ใหญ่ในรัฐบาลไม่รอให้พิจารณาศึกษาข้อมูลทุกอย่างให้ถ่องแท้ก่อนจะนำมาพูด อีกทั้ง การที่ประเทศใดก็ตามจะประกาศดำเนินคดีกับผู้นำต่างชาติ ต้องมีข้อมูลและหลักฐานที่มีน้ำหนักมากพอและชัดเจน และควรใช้ช่องทางตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับช่องทางศาลอาญาระหว่างประเทศ แม้ประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม สามารถยอมรับอำนาจเฉพาะคดี ที่เรียกว่า Ad hoc acceptance” เพื่อให้“ไอซีซี”มีอำนาจเป็นรายคดีไป แต่ศาลนี้ไม่ได้รับทุกเรื่องมาพิจารณา โดยเป็นที่รู้กันว่าต้องอาศัยการเมืองระหว่างประเทศมาช่วยกดดันด้วย และการพิจารณาคดีโดยไอซีซีใช้เวลานานหลายปี

นอกจากนี้มีข้อสังเกตด้วยว่าถ้าไทยเลือกใช้ช่องทางนี้จัดการกับ2 พ่อลูกตระกูลฮุน”ได้ อาจทำให้ไทยถูกตีความว่ายอมรับอำนาจศาลนี้ได้ หากในอนาคตเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐของไทยกระทำใดที่ถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุ  หรือส่อเข้าข่ายอาชญากรรมร้ายแรงต่อประชาชน ก็เสี่ยงต่อการจะมีผู้นำเรื่องไปยื่นร้องต่อไอซีซี กลายเป็นการไต่สวนระดับนานาชาติได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจในรัฐบาลไทยคงไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นแน่นอน

หากดีดลูกคิดพิจารณารอบด้านแล้ว รัฐบาลทำได้แค่การฟ้องร้องภายในประเทศ เอาผิดผู้นำประเทศคู่กรณี ซึ่งคงเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

ทางที่ดีควรเลิกคิดแล้วทุ่มเวลาไปเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาแก่ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จะสร้างประโยชน์เป็นเนื้อเป็นหนัง และยังช่วยกู้คืนศรัทธากลับมาสู่รัฐบาลได้บ้าง.