สภาพภูมิอากาศของโลกปรวนแปรอย่างหนัก สิ่งมีชีวิตต้องปรับตัวตั้งรับเพื่อความอยู่รอด ภาคเกษตรได้รับผลกระทบเต็มๆไม่ว่า ปัญหาน้ำท่วมที่มาเร็วและแรง อากาศที่ร้อนจัด ทำให้โรคพืชและแมลงเติบโต จนยากำจัดศัตรูพืชแบบเดิมๆเอาไม่อยู่

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค–สวทช.) จัดงาน “Smart Agi Days 2025: นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต“ เพื่อส่งเสริมและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและพืชศักยภาพสูง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลากหลาย อาทิ การเสวนาเชิงวิชาการ กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Work shop) เช่น การสร้างสรรค์เมนูจากสมุนไพรพรีเมียมมูลค่าสูง งานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านการเกษตรและสมุนไพร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ กลุ่มเป้าหมายของงาน ทั้งเกษตรกรผู้ผลิต สมุนไพร ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพืชและสมุนไพร หน่วยงานรัฐและเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้สนับสนุนการจัดงานตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศ จ.ปทุมธานี:

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า งาน Smart Agri Days 2025: นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต” จัดขึ้นมาเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเวทีสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมให้ก้าวทันยุคสมัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและพืชเศรษฐกิจ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) AI และหุ่นยนต์การเกษตรมาใช้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง รวมทั้งที่สำคัญคือ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากฝีมือคนไทย

“สวทช. เล็งเห็นศักยภาพของพืชหลากหลายชนิดที่สามารถนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นพืชหลักอย่างข้าว มันสำปะหลัง อ้อย หรือพืชผักมูลค่าสูง เช่น ผักสลัด นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับสมุนไพรที่กำลังมาแรง เช่น บัว ฟ้าทะลายโจร กระชายดำ และขมิ้นชัน ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยในการปรับปรุงสายพันธุ์ให้ได้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคและแมลง รวมถึงทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กล่าวพร้อมเน้นย้ำว่าภาคการเกษตรของไทยจำเป็นต้องเดินหน้าไปในทิศทางที่ยั่งยืนและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้ 1.การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ตัวอย่างเช่นข้าว ขณะนี้มี ในการปรับปรุงสายพันธุ์พืช เช่น ข้าวพันธุ์ “น่าน 5” และ “ข้าวหอมสยาม 2” ที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี และต้านทานโรค2.การบริหารจัดการสารชีวภัณฑ์ เพื่อความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยไบโอเทคและ สวทช.มีผลงานวิจัยด้านสารชีวภัณฑ์และไบโอคอนโทรลมากมาย เช่น เชื้อราไซเปอร์แมทรีน เชื้อราเมตาไรเซียม บิวเวอเรีย และเอ็นทีวี 3 .การใช้ Plant Factory หรือการปลูกพืชในระบบปิด โดยใช้เอไอเพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาผู้ประกอบการร่วมกับภาคเกษตรเพื่อรองรับเทคโนโลยีเหล่านี้
ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค – สวทช. ) เผยว่า จากการลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตกรกร ทำให้ได้รู้ปัญหาว่าภาวะโลกร้อน ทำให้ในช่วงหน้าร้อน เดือน มีนาคม เมษายน พฤษภาคม ผลผลิตทางการเกษตรในบ้านเราลดลงถึง 30 % ทุกรายร้องขอให้สวทช. เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งในต่างประเทศก็เกิดปัญหาแบบเดียวกัน ถ้าเกษตรกรไทยสามารถทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดได้ในช่วงฤดูร้อนได้มากขึ้น ราคาก็จะดีกว่าเดิม จะเห็นว่าในวิกฤติยังมีโอกาสอยู่ในนั้นด้วย

ดังนั้นการเพาะปลูกในระบบปิด ที่มีการควบคุมแสง ธาตุอาหารที่จำเป็นของพืช แม้เป็นสิ่งเกษตรกรต้องลงทุนในเรื่องโรงเรือน เทคโนโลยีต่างๆ แต่ถ้าเทียบกับการขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้นอาจเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า ขณะเดียวตลาดที่เป็นตลาดพรีเมี่ยมมีอยู่ เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังหาจุดเชื่อมต่อไม่ได้ รวมทั้งการเทคโนโลยีเช่น”หุ่นยนต์” เพื่อมาซัพพอร์ตหรือส่งเสริมให้การทํางานดีขึ้น ปลอดภัย รวดเร็วขึ้น
“ สวทช. ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มการเข้าถึงเกษตรอัจฉริยะให้ได้มากขึ้นในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือกับภาวะโลกร้อนที่ส่งผลทำให้ผลผลิตลดลง การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต แม้ว่าประเทศไทยยังคงตามหลังประเทศผู้นำด้านการเกษตรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ในด้านเทคโนโลยีและการลงทุน แต่ สวทช. เชื่อมั่นว่าด้วยจุดแข็งประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาตร์ที่ดี สามารถผลิตพืชอาหารได้หลากหลาย ดังนั้นการใส่ เทคโนโลยี เข้าไปจะช่วยเร่งรัดให้พัฒนาตรงนี้ดีขึ้นไปเพื่อเป็นแหล่งอาหาร หรือเป็นธนาคารอาหารของโลกได้ไม่เกิน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า” ดร.ประเดิม กล่าวทิ้งท้าย



