เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานผู้ป่วยโปลิโอชนิด cVDPV1 ในแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และพบว่าผู้ป่วยมีประวัติมาที่จ.มุกดาหารในช่วงเวลาสั้นๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนหาผู้ป่วยเพิ่มเติม พร้อมตรวจสอบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง ทั้งนี้ จากการประเมินพบว่ามีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง ทั้งในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารและตามแนวชายแดน เนื่องจากความครอบคลุมวัคซีนในบางพื้นที่ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย และอยู่ระหว่างการสอบสวนหาผู้ป่วยเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง
นพ.ภาณุมาศ กล่าวอีกว่า มาตรการที่กรมควบคุมโรคได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ 1.ยกระดับการเฝ้าระวังให้เข้มข้น โดยให้รายงานผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลัน (AFP) ทุกสัปดาห์ 2.ค้นหาผู้ป่วยและผู้สัมผัสเชิงรุกพร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจ 3. ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำเสียและบ่อเกรอะในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งรณรงค์เสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนโปลิโอ (OPV) ในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี และเด็กต่างชาติในพื้นที่ชายแดนอายุต่ำกว่า 15 ปี นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ในส่วนของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ได้เพิ่มมาตรการคัดกรองผู้เดินทาง หากมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะถูกส่งต่อสอบสวนทันที สำหรับประชาชนที่มีแผนเดินทางไปยัง สปป.ลาว แนะนำให้ตรวจสอบภูมิคุ้มกันของตนเอง และหากยังรับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ ควรเข้ารับวัคซีนกระตุ้นก่อนเดินทาง
อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และขอความร่วมมือให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ รักษาสุขอนามัย อาทิ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นประจำ หากพบเด็กมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลัน ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที ทั้งนี้ การได้รับวัคซีนยังคงมีประโยชน์สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคโปลิโอและป้องกันการเกิดโรคได้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ด้าน นพ.วิชาญ บุญกิติกร ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โปลิโอชนิด cVDPV1 ไม่ใช่โปลิโอสายพันธุ์ใหม่หรือเป็นโปลิโอเชื้อดื้อยา แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้มีการใช้วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดหยอด ที่เป็นแบบเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งที่ประเทศลาวยังใช้ชนิดหยอดอยู่ ส่วนไทยกำลังมีการปรับเปลี่ยน ไปเป็นชนิดฉีดทั้งหมด ดังนั้น ในประเทศลาวมีความเป็นไปได้ว่าเด็กที่ได้รับวัคซีนชนิดนี้เข้าไปแล้วมีการขับถ่ายไม่ถูกสุขลักษณะ จึงทำให้เกิดการติดเชื้อและป่วยโปลิโอได้
“จากรายงานรายดังกล่าวพบว่าเด็กป่วยมาจากประเทศลาวและข้ามมารักษาตัวที่โรงพยาบาลฝั่งไทย เมื่อราวๆ เดือน มิ.ย. ไม่ใช่เป็นการมาติดเชื้อในประเทศไทย ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะพ้นระยะอันตรายในการติดเชื้อ แต่ทางฝั่งไทยจึงต้องมีมาตรการในการเข้าไปสอบสวนโรค ติดตามเด็กที่เข้ามารักษาอยู่ในวอร์ดเดียวกัน หมอที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยชาวลาวในวันนั้น” นพ.วิชาญ กล่าว
เมื่อถามถึง ความครอบคลุมในการฉีดวัคซีนให้จังหวัดมุกดาหารและจังหวัดชายแดนไทย-ลาว เป็นจังหวัดที่มีความเสี่ยง นพ.วิชาญ กล่าวว่า ขณะนี้ตัวเลขยังไม่แน่นอน แต่เป้าหมายการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมของไทย กำหนดไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม จะมีเพียงบางอำเภอในพื้นที่ที่ระบุออกมานั้น ที่อัตราการฉีดวัคซีนยังไม่ครอบคลุม 90 เปอร์เซ็นต์ เราจึงต้องมีมาตรการควบคุมป้องกันอย่างเข้มข้นเนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีผู้ป่วยโรคโปลิโอมาว่า 20 ปีแล้ว จึงต้องรีบปูพรมฉีดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอในเด็กให้ครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จึงจะมั่นใจได้ว่าไม่เกิดการแพร่เข้ามาในบ้านเรา
เมื่อถามว่าเชื้อโปลิโออยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานแค่ไหน นพ.วิชาญ กล่าวว่า ยังบอกได้ยากว่าเชื้อจะสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานแค่ไหน เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างด้วย ทั้งปริมาณของเชื้อ และการจัดการกับเชื้อ เราจึงต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ที่มีโอกาสสัมผัสโรค มีใครมีอาการป่วยหรือไม่ ซึ่งเราจะมีการประสานเก็บสิ่งส่งตรวจของผู้ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยเด็กชาวลาวรายนั้น รวมถึงประสานเก็บตัวอย่างจากน้ำทิ้ง เพื่อตรวจดูว่ายังมีเชื้อปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เราต้องทำให้เต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไม่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา.



