สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ว่า ดับเบิลยูเอ็มโอระบุว่า คุณภาพอากาศที่ผู้คนหายใจ เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และทั้งสองประเด็นนี้จำเป็นต้องได้รับการจัดการพร้อมกัน

แถลงการณ์คุณภาพอากาศและสภาพอากาศประจำปี ฉบับที่ 5 ของดับเบิลยูเอ็มโอ เผยให้เห็นว่า ไฟป่าในภูมิภาคแอมะซอน แคนาดา และไซบีเรีย สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในวงกว้างได้

“ผลกระทบจากสภาพอากาศ และมลพิษทางอากาศ ไม่จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังที่เห็นได้จากความร้อนรุนแรงและภัยแล้งที่ทำให้เกิดไฟป่า ส่งผลให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงสำหรับผู้คนหลายล้านคน” นางโค บาร์เรตต์ รองเลขาธิการดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าว

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพอากาศกับสภาพอากาศ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของอนุภาคขนาดเล็กที่เรียกว่า “ละอองลอย” ในไฟป่า หมอกฤดูหนาว การปล่อยมลพิษจากการขนส่ง และมลพิษในเมือง

ดับเบิลยูเอ็มโอระบุเสริมว่า ไฟป่าในปี 2567 ทำให้ระดับอนุภาคที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร หรือ “พีเอ็ม 2.5” สูงกว่าค่าเฉลี่ยในแคนาดา ไซบีเรีย และแอฟริกากลาง อย่างไรก็ตาม ระดับพีเอ็ม 2.5 ที่พุ่งสูงมากที่สุด อยู่ในลุ่มน้ำแอมะซอน

ด้านนายลอเรนโซ ลาบราดอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ของดับเบิลยูเอ็มโอ และผู้ประสานงานแถลงการณ์ กล่าวว่า ฤดูไฟป่ามีแนวโน้มที่จะรุนแรงและยาวนานขึ้นทุกปี อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

“เราเคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว ทั้งในปีที่แล้วและปีนี้ โดยคุณภาพอากาศจะแย่ลงทั่วทวีปเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย และสิ่งที่เราได้รับจากไฟป่าเหล่านี้ คือ ส่วนผสมที่เป็นอันตรายซึ่งทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ” ลาบราดอร์ กล่าวในการแถลงข่าว.

เครดิตภาพ : AFP