กลุ่มเซ็นทรัลประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ Sustainable Living Destination ยกระดับการพัฒนาธุรกิจสู่การสร้างระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593

‘พิชัย จิราธิวัฒน์’ กรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพ แต่เป็นการผสานความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างระบบนิเวศการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพร่วมกับชุมชน ตั้งแต่การบริหารจัดการอาคารไปจนถึงพื้นที่รอบอาคาร ซึ่งรวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำเสีย และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

การขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มเซ็นทรัลครอบคลุมการนำหลักการ Green Building มาใช้ในการบริหารจัดการอาคาร พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ยังมีการจัดการน้ำและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในพื้นที่โดยรอบ
ด้านการดำเนินงานของบริษัทในเครือ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แล้ว 171 แห่ง ครอบคลุมศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เช่น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, โก โฮลเซลล์ และไทวัสดุ พร้อมทั้งติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ใน 34 สาขา และตั้งเป้าจะติดตั้งให้ครบ 27 สาขาภายในปี 2568 นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานบนหลังคาห้างและศูนย์กระจายสินค้า เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต้นทุนค่าไฟฟ้า

ขณะที่ เพาเวอร์บาย ได้ติดตั้งโซลาร์รูฟในคลังสินค้า ซึ่งสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 300 ตันต่อปี และลดค่าไฟฟ้าได้ 20% ส่วน เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล และ โก โฮลเซลล์ ได้เปลี่ยนมาใช้ตู้เย็นประหยัดพลังงานและสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรวม 2,163 เครื่องใน 246 สาขา ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานได้ 17,485 เมกะวัตต์ชั่วโมง หรือเทียบเท่าการลดก๊าซเรือนกระจกได้ 8,741 ตัน


ในส่วนของการจัดการน้ำ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สามารถลดการใช้น้ำได้ 3,200 ลิตรต่อเดือนต่อสาขาในปี 2567 และประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 5.6 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และ ซูเปอร์สปอร์ต ได้ส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสินค้าจากชุมชน โดยรวมถึงการติดตั้งระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger อีกด้วย
สำหรับผลการดำเนินงานในต่างประเทศ เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ได้นำเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานมาใช้ ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 22,685 เมกะวัตต์ชั่วโมง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 4,697 ตัน
ส่วนของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ในฐานะผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก ได้พัฒนาอาคารสีเขียวตามมาตรฐานระดับสากล และสามารถระดมทุนผ่าน Green Bond และ Sustainability-linked Bond ได้ถึง 21,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่า 10% จัดตั้งศูนย์จัดการขยะกว่า 10 แห่ง และติดตั้ง EV Charger Hub กว่า 600 จุด ซึ่งโครงการต้นแบบที่ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ เซ็นทรัล กระบี่ (Zero Carbon) และเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ (Low Carbon Mall) ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 50%
ด้านธุรกิจโรงแรม โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา (CENTEL) มุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยในปี 2567 สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 1,424.82 เมกะลิตร พร้อมนำนวัตกรรม Aquamiser Machine มาใช้เพื่อลดการใช้น้ำได้ถึง 50% นอกจากนี้ยังสนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปล่อยลูกปูม้า 10,000 ตัว และปูทะเล 30 ตัว ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรม 11 แห่งได้รับการรับรอง Green Hotel และอีก 4 แห่งได้รับตรา Thailand Hotel Standard 2024-2026
นอกจากนี้ เซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป ได้นำนวัตกรรมต่างๆ มาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น Smart IoT Lighting และ Smart IoT Air Condition เพื่อบริหารจัดการพื้นที่อย่างยืดหยุ่น
กลุ่มเซ็นทรัลย้ำว่า Sustainable Living Destination เป็นพันธสัญญาในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สร้างสังคมที่น่าอยู่ และดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนในระดับโลก



