สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ว่ากองทัพเนปาลออกแถลงการณ์ ทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาเนปาล เกี่ยวกับการเปิด “สายด่วนกองทัพอย่างเป็นทางการ” สำหรับให้ประชาชนติดต่อ หลังการประกาศจะเป็นผู้เข้ามาควบคุมสถานการณ์บนท้องถนนและฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในประเทศ หลังเกิดการประท้วงจากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “เจน แซด” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 22 ราย
ทั้งนี้ ทหารและตำรวจในเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือ เริ่มประจำการและออกลาดตระเวนตามท้องถนนหลายสายในกรุงกาฐมาณฑุ และท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน ซึ่งยังคงระงับให้บริการ
The Nepal Army has begun operations to secure key strategic sites, moving to detain individuals found occupying or obstructing them.
— GMI (@Global_Mil_Info) September 9, 2025
Military patrols are now actively underway across critical areas as the security forces expand their presence to reassert control amid nationwide… pic.twitter.com/RTGks0Ox1l
ขณะที่พล.อ.อโศก ราช ซิกเดล ประธานคณะเสนาธิการทหารเนปาล ประกาศการใช้อำนาจตามกฎหมาย เพื่อควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจา ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย เรียกร้องการฟื้นฟูเสถียรภาพและความมั่นคงภายในเนปาลเช่นกัน
Watch: Chief of Army Staff of the Nepal Army, Ashok Raj Sigdel says, "…Since the beginning of Nepal’s history, the Nepal Army has always remained committed—even in difficult circumstances—to safeguarding Nepal’s independence, sovereignty, territorial integrity, freedom,… pic.twitter.com/OTaMEsVCmT
— IANS (@ians_india) September 9, 2025
ทั้งนี้ ผู้ประท้วงรวมตัวกันในกรุงกาฐมาณฑุ และเมืองใหญ่อีกหลายแห่งของเนปาล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการแบนโซเชียลมีเดียและเพิ่มความจริงจังในการจัดการกับการทุจริต ซึ่งการสลายการชุมนุมโดยใช้มาตรการเด็ดขาด ที่รวมถึงการใช้กระสุนจริง ตามการกล่าวอ้างของหน่วยงานสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 22 ราย
แม้รัฐบาลยกเลิกคำสั่งดังกล่าวและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และนายคัดกา ปราสาท ชาร์มา โอลี ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่การประท้วงเริ่มลุกลามอีกครั้ง และถึงขั้นมีการเผาทำลายอาคารรัฐสภา.
เครดิตภาพ : AFP



