สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ว่านางสุชิลา คาร์กี นายกรัฐมนตรีเนปาล แถลงว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ เพิ่มเป็นอย่างน้อย 72 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ยังคงต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลอีกอย่างน้อย 191 คน


ความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ถือว่ามากที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษของเนปาล หรือนับตั้งแต่สงครามกลางเมืองที่นำไปสู่การล่มสลายของระบอบกษัตริย์ เมื่อปี 2551


คาร์กี วัย 73 ปี ซึ่งเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาของเนปาล และตอนนี้ถือเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศด้วย กล่าวว่า เธอไม่เคยปรารถนาที่จะเข้ามาอยู่ในจุดนี้ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ แต่ชื่อของเธอมาจากเสียงเรียกร้องของประชาชนซึ่งออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน


ผู้นำคนใหม่ของเนปาลให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ภารกิจที่สำคัญทั้งหมดสำเร็จเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งรวมถึง การฟังเสียงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ “เจนซี” ที่ต้องการให้รัฐบาลของเธอปราบปรามการคอร์รัปชัน แล้วส่งมอบภาระหน้าที่ทั้งหมดให้กับรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาชุดต่อไป ซึ่งจะมาจากการเลือกตั้ง ในวันที่ 5 มี.ค. 2569


ด้านประธานาธิบดีราม จันทรา พาเดล กล่าวว่า เนปาลกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนและยากลำบาก และขอให้ประชาชนร่วมกันใช้โอกาสครั้งใหม่ ทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 5 มี.ค. ปีหน้า ประสบความสำเร็จ


ขณะที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย แสดงความยินดีกับการรับตำแหน่งของคาร์กี และยืนยันว่า รัฐบาลนิวเดลีสนับสนุน สันติภาพ ความก้าวหน้า และความรุ่งเรืองของเนปาล ส่วนกระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเนปาลกับจีนมีแต่จะคืบหน้านับจากนี้


อนึ่ง ราว 1 ใน 5 ของประชากรเนปาล ซึ่งมีอายุระหว่าง 15-24 ปี ยังไม่มีงานทำ ส่วนอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัว อยู่ที่เพียง 1,447 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 45,927.05 บาท) ตามรายงานของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์).

เครดิตภาพ : AFP