เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงข่าวว่า ภายหลังการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนใน จ.ระนอง และสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ และกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจรากฐานและวิถีชุมชน ที่ จ.ชุมพร บริเวณแหลมริ่ว และบริเวณอ่าวอ่าง จ.ระนอง
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า กระบวนการการศึกษาค่อนข้างมีปัญหา ชาวบ้านรู้สึกถึงความไม่โปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วม โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเวทีรับฟังความเห็นจัดเพียงไม่กี่ครั้ง เชิญเฉพาะหน่วยงานรัฐและผู้นำท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงไม่ได้เข้าร่วม อีกทั้งข้อมูลที่ออกมาไม่ตรงกับรายงานการศึกษาเดิม ขอบเขตการศึกษาก็ไม่ครอบคลุม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ และมีการศึกษาเพียง 5 กม. เท่านั้น ทั้งนี้ยังไม่มีการพิจารณารอยเลื่อนเปลือกโลกในพื้นที่ และยังมีการเร่งรัดให้ทำภายใน 120 วัน หลังจากที่รายงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงเป็นข้อกังวลว่า หากตัวกฎหมายผ่าน 120 วันไปแล้ว ตัวรายงานก็อาจจะผ่านไปด้วย
นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พื้นที่ท่าเรือที่จะก่อสร้างมีการทับซ้อนกับพื้นที่ที่เคยถูกเสนอเป็นพื้นที่มรดกโลก ถ้าหากก่อสร้างก็จะสูญเสียคุณค่าทางธรรมชาติอย่างถาวร พื้นที่ก่อสร้างซึ่งเป็นท่าเรือที่ จ.ระนอง มีพื้นที่ก่อสร้างเท่ากับเกาะพยาม ขณะที่ท่าเรือที่ชุมพรก็มีขนาดใหญ่ประมาณ 3.5 เท่า ของเกาะหลีเป๊ะ จึงต้องใช้หินและดินถมทะเลในปริมาณมาก ซึ่งการดูดทรายและการถมทะเล มีความเสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่งเกาะพยามและชายฝั่งใกล้เคียง อาจมีความเสียหายเกิดขึ้น การระเบิดภูเขาเพื่อขนหิน และเดินเรือจำนวนมากก็ทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำ อีกทั้งกรมชลประทานมีแผนสร้างเขื่อน 9-13 แห่ง เพื่อป้อนน้ำให้กับโครงการทำให้ชุมชน ต้องแย่งชิงการใช้น้ำกับทางโครงการ ขณะที่ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน มีชาวมอแกนและคนไทยพลัดถิ่นที่ไม่มีเอกสารสิทธิถูกย้ายถิ่นฐานและไม่มีที่อยู่อาศัยรองรับหากโครงการนี้เกิดขึ้น การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบริเวณเกาะพยามก็จะได้รับผลกระทบหนัก ธุรกิจที่พักประมงเกิดความเสียหาย และรายงานเศรษฐกิจที่ประเมินมูลค่าชาวประมงต่ำกว่าความเป็นจริง
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้กฎหมาย SEC ประชาชนยังมีความกังวลในเรื่องอำนาจของคณะกรรมการที่อาจล้นเกินและเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน ส่วนเรื่องผลกระทบด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว การตัดถนนจากชุมพรไประนอง ผ่านพื้นที่พะโต๊ะ ซึ่งเป็นแหล่งพื้นที่ทุเรียน กาแฟ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี จะทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำจำนวนมากเพราะเป็นการตัดผ่านแหล่งน้ำสำคัญที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งตามกฎหมาย SEC น้ำถือเป็นทรัพย์สินของรัฐ อีกทั้งมลพิษจากนิคมอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอาจถูกพัดเข้าสู่พื้นที่เกษตรส่งผลต่อผลผลิตและสุขภาพของประชาชน และเรื่องการท่องเที่ยวอาจสูญเสียจุดขายทางด้านธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิม
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ดังนั้น กมธ. จึงมองว่าโครงการขนาดใหญ่แบบนี้อยากให้มีการทบทวนให้รอบคอบ และชะลอการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ผลักดันกฎหมาย SEC และรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และอยากให้มีการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA โดยให้สภาพัฒน์หรือหน่วยงานกลางเป็นผู้ดำเนินการ ก่อนตัดสินใจเพื่อประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงโครงการทั้งหมดเป็นรายงานเดียว ส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ชาวมอแกนหรือคนไทยพลัดถิ่น และอยากเสนอให้มีการพัฒนาภาคใต้ ตามศักยภาพพื้นที่และสนับสนุนเกษตรยั่งยืนการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และทำโครงการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นการพัฒนาที่ยัดเยียดลงไป
“ชาวบ้านไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้กลัวการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการที่จะเกิดขึ้น ชาวบ้านไม่ต้องการความเจริญที่ถูกยัดเยียดเข้ามา เป็นการเจริญที่ผิดฝาผิดตัว จากวิถีชีวิตหรือศักยภาพในพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องการพัฒนาที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า อยากสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจ ว่าอยากให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชน คำนึงถึงวิถีเศรษฐกิจฐานรากวิถีชีวิตดั้งเดิม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลอยากผลักดันมีความชอบธรรมและยั่งยืน และจากการที่ฟังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีแจ้งว่าจะมีแผนงานผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ให้เกิดขึ้นนั้น จริงๆ แล้วโครงการขนาดใหญ่แบบนี้เงินลงทุนระดับหลายล้านบาท และต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนับ 10 ปี มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง
“รัฐบาลของนายอนุทินมีเวลากำหนดไว้ชัดเจน ที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือน จึงอยากจะวิงวอนให้ชะลอการผลักดันโครงการนี้ออกไปก่อนและศึกษาให้รอบคอบ โครงการใหญ่ขณะนี้ควรเป็นฉันทามติของประชาชนของประชาชนทั้งประเทศ เพราะทรัพยากรทะเลของไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นของประชาชนทุกคนในประเทศนี้ ถ้าต้องการจะผลักดันจริงๆ ก็ให้ใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงครั้งหน้า ถ้าประชาชนเห็นด้วย ได้รับเลือกให้กลับมาอย่างล้นหลาม เป็นรัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมในการผลักดันโครงการ จากการได้รับฉันทามติจากประชาชนในการเลือกตั้ง” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่าในระยะเวลา 4 เดือน รัฐบาลจะผลักดันโครงการได้แค่ไหน นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เวลาที่เหมาะ เพราะรัฐบาลมีเวลาเจาะจงไว้แล้วว่าจะยุบสภาภายใน 4 เดือน ถ้าจะผลักดันโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ควรทำเป็นนโยบาย เพื่อให้ได้ฉันทามติและกลับมาทำในฐานะรัฐบาลในอนาคต และรายงานทั้งหมดจะเสร็จได้คงไม่ทัน 4 เดือน แต่ถ้ารัฐบาลที่ต้องการผลักดันนโยบายนี้ ก็ควรเป็นรัฐบาลที่มีระยะเวลาในการทำงานระยะยาวมากกว่า
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ยาวกว่า 4 เดือน นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า นายอนุทินจะดำเนินการตาม MOA ที่ได้ให้สัญญาไว้ ดังนั้นกฎหมายที่รัฐบาลนายอนุทิน จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น รวมถึงการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ โครงการขนาดใหญ่สามารถศึกษาไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ควรรีบเร่ง เนื่องจากกระบวนการศึกษาผลกระทบและสิ่งแวดล้อมยังเป็นคำถามทั้งในแง่ของกระบวนการและเนื้อหา หากจะผลักดันโครงการลักษณะแบบนี้ ควรจะทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ และรายงานต่างๆ ที่มีปัญหาก็ควรรื้อกลับมาทำใหม่



