เมื่อวันที่ 19 ก.ย. นพ เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับอาการปวดท้อง โดยเน้นย้ำว่าการรู้ตำแหน่งที่ปวดสามารถบ่งบอกถึงความเสี่ยงของโรคที่แตกต่างกัน และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

นพ เจษฎ์ ได้ระบุถึงตำแหน่งการปวดท้องที่สัมพันธ์กับอวัยวะภายใน ดังนี้

ปวดท้องขวาบน (ชายโครงขวา) มักเป็นสัญญาณของโรคเกี่ยวกับตับ ถุงน้ำดี หรือไต เช่น ตับอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ หรือนิ่วในถุงน้ำดี อาการที่ต้องสังเกตคือการปวดลึกและร้าวไปถึงหัวไหล่ขวา อาจมีไข้ร่วมด้วย รวมถึงอาการตัวเหลืองตาเหลือง

ปวดกลางท้องส่วนบน (ใต้ลิ้นปี่) เป็นการบ่งชี้ถึงโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน หรือตับอ่อนอักเสบ โดยผู้ป่วยมักมีอาการปวดจุกแน่น ท้องอืด และเรอบ่อยคล้ายอาหารไม่ย่อย

ปวดชายโครงซ้าย อาจเกี่ยวข้องกับม้าม นิ่วในไต หรือกระเพาะอาหาร โดยสังเกตจากอาการปวดลึกที่อาจร้าวไปถึงหลังหรือไหล่ซ้าย โดยเฉพาะในกรณีที่มีไข้ร่วมด้วย หรือเกิดหลังอุบัติเหตุ

ปวดท้องส่วนกลาง (บริเวณสะดือ) มักเป็นอาการของลำไส้อักเสบ หรือการติดเชื้อในลำไส้จากไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้เกิดอาการปวดบิด ท้องเสีย คลื่นไส้ และท้องอืด

ปวดท้องขวาล่าง ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญ เนื่องจากมีความเสี่ยงของ ไส้ติ่งอักเสบ รวมถึงปีกมดลูกอักเสบ อาการปวดมักเริ่มต้นจากบริเวณสะดือแล้วค่อยๆ ลามลงมาที่ท้องขวาล่าง ร่วมกับมีไข้และคลื่นไส้

ปวดท้องซ้ายล่าง สัมพันธ์กับโรคลำไส้อักเสบ และปีกมดลูกอักเสบ โดยมีอาการปวดบิดร่วมกับการขับถ่ายที่ผิดปกติ ทั้งท้องเสียหรือท้องผูกสลับกันไป

ปวดท้องกลางล่าง (เหนือหัวหน่าว) เป็นอาการที่มักบ่งชี้ถึงโรคของอวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือโรคที่เกี่ยวกับมดลูก เช่น มดลูกอักเสบและเนื้องอกในมดลูก

นพ เจษฎ์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับเพศหญิงว่า ควรเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก หากมีอาการปวดท้องเฉียบพลันร่วมกับหน้ามืดซีด ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ยังควรสังเกตอาการซีสต์แตกและปีกมดลูกอักเสบ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรงร่วมกับตกขาวผิดปกติ

สุดท้าย นพ เจษฎ์ ได้สรุปสัญญาณอันตรายที่ควรไปพบแพทย์โดยด่วน ได้แก่ อาการปวดที่รุนแรงจนทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ อาการปวดร่วมกับไข้ อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด หรือหน้ามืด รวมถึงอาการปวดที่เกิดซ้ำๆ จนรบกวนชีวิตประจำวัน การใส่ใจกับสัญญาณจากร่างกายจะช่วยให้สามารถป้องกันและรักษาโรคได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะลุกลามเป็นอันตรายถึงชีวิต