เพราะกัมพูชายังเล่นหลายหน้า ใส่สีขยี้ข้อพิพาท ทั้งการปลุกระดมชาวเขมรให้เกลียดชัง สร้างสถานการณ์กล่าวหาประเทศไทย ควบคู่กับรัฐบาลกัมพูชาฉวยทุกโอกาส ทุกเวทีนานาชาติ หยิบยกสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตีฆ้องร้องป่าวโจมตีไทย หวังหาพันธมิตรมาเข้าข้างสนับสนุนตัวเอง ขณะที่ฝ่ายไทย ทั้งรัฐบาลและกองทัพเร่งแก้เกม ชี้แจงความจริง ผ่านทุกช่องทาง ทุกเวที และทุกกลไกในระดับต่างๆ ให้โลกรู้และตาสว่างหลุดพ้นจากมนตร์เขมรเสียที

โดยเวลานี้มีเวทีสำคัญระดับโลก คือ สหประชาชาติ (ยูเอ็น) จัดการประชุมและจัดกิจกรรมคู่ขนานระดับสูงในช่วงสัปดาห์ผู้นำของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 ณ สำนักงานใหญ่ยูเอ็น ในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 23-29 ก.ย.2568 ถือเป็นเวทีใหญ่ที่ผู้นำและผู้แทนระดับสูงของประเทศต่างๆ ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องที่ประสงค์จะผลักดันในระดับโลก      

ด้านทีมไทยแลนด์ เดิมที “นายกฯอนุทิน” หมายมั่นอยากไปร่วมเวทีดังกล่าว เพราะนอกจากจะถือโอกาสเปิดตัวแบบแกรนด์ๆ ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ยังจะได้โชว์วิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในสายตาชาวโลก รวมถึงจะยังเป็นโอกาสตอบโต้และชี้แจง หากรัฐบาลกัมพูชาที่ขณะนี้มีข่าวว่าจะนำทีมโดย “ปรัก สุคน” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ใช้เวทีนี้ราวีไทย

แต่แล้วก็ต้องแห้ว เพราะเจออุปสรรคเกี่ยวพันข้อกฎหมาย เนื่องจาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ “รัฐบาลอนุทิน” ยังไม่ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญตามมาตรา 162 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดให้ต้องปฏิบัติก่อนจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ โดยคิวการแถลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นสัปดาห์หน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเวทีสมัชชายูเอ็นก็ปิดฉากแล้ว

แม้มีข่าวว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่านายกฯ บินไปร่วมเวทีนี้ได้ โดยอ้างเรื่องจำเป็นเร่งด่วน แต่สุดท้าย “นายกฯอนุทิน” ยอมรับว่า วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จไม่ทัน หลายหน่วยงานเห็นว่าไม่ควรไปงานนั้นก่อน มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาการตีความต่างๆ ตามมา และอาจถูกคู่เจรจาตั้งคำถามว่ามีอำนาจเต็มแล้วหรือไม่ ครม.จึงจำเป็นต้องเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินให้เต็มรูปแบบ และการแถลงนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญกว่า

ทั้งนี้ เรื่องการเมืองระหว่างประเทศและประเด็นด้านความมั่นคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่สิ่งสำคัญกว่าสำหรับการเมืองไทย คือ “นายกฯอนุทิน” ไม่อยากสุ่มเสี่ยงเผชิญปัญหาและชะตากรรมคล้ายกับผู้นำคนก่อนหน้านี้ อย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” ที่ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปัญหาที่ถูกเกี่ยวโยงข้อกฎหมายจนเกิดนิติสงครามตามมา

แต่ละก้าวของรัฐบาลชุดใหม่นับจากนี้ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพราะมีทั้งฝ่ายแค้นและนักร้องซ่อนแอบทางการเมืองต่างจับจ้อง พร้อมเปิดเกมก่อนิติสงครามฟาดฟันและโค่นอำนาจได้ทุกเมื่อ.