เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการ โจทก์ นางอานน์ มารี อ็องเดร ครูช ภรรยาผู้ตาย โจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายเอกลักษณ์ หรือ จ่าเอ็ม แพน้อย และนายชาคิต หรือ ชำนาญ บัวปลี จำเลยที่ 1-2 ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และลหุโทษ

กรณีเมื่อวันที่ 7 ม.ค. เวลาประมาณ 17.30 น. ที่บริเวณวงเวียนสิบสามห้าง ย่านถนนข้าวสาร มีเจตนาฆ่า นายลิม กิมยา โดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าว ซึ่งใช้ดินระเบิดซึ่งผู้ต้องหาหรือจำเลยนี้ได้ตระเตรียมมายิงไปยังบริเวณกลางลำตัวด้านหลังของนายลิม กิมยา (Lim Kim Ya) สัญชาติกัมพูชา อดีตสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านพรรคกู้ชาติกัมพูชา วัย 74 ปี จำนวน 3 นัด และกระสุนปืนถูกบริเวณหน้าอกข้างซ้ายของผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย ในบริเวณที่เกิดเหตุสมดังเจตนาฆ่าของจำเลย อันเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 89(4), 371, 376, พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ เหตุเกิดที่แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ สำหรับจำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุมฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

โดยคดีศาลมีคำพิพากษาสรุปว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้เป็นที่พอใจปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย โดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายให้ถึงแก่ความตายอันเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 83, 371, 376 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองฯ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ ประหารชีวิต, ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองฯ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน

ด่วนที่สุด! สารวัตรแจ๊ะ บุกจับ ‘จ่าเอ็ม’ มือยิงอดีตสส. ฝ่ายค้านกัมพูชา ถึงพระตะบอง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้จำคุกตลอดชีวิต, ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน, ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองฯ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และริบของกลาง กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม เป็นเงิน 1,790,599 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 30 กันยายน 2568) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปีตามคำขอ

สำหรับ จำเลยที่ 2 ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 มีอาชีพขับรถรับจ้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้ไปส่งที่ ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว การโทรศัพท์หากันนัดหมายสถานที่จึงเป็นเรื่องปกติ โดยจำเลยที่ 2 คิดค่าว่าจ้าง 4,500 บาท ก็เป็นราคาที่สมเหตุสมผล โดยความผิดการช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษโดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้ต้องโทษหรือเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ดังนั้นกรณีจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์รับจ้างไปส่งจำเลยที่ 1 จากจังหวัดชลบุรีไปจังหวัดสระแก้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาพิเศษ หรือรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เพิ่งกระทำความผิดมาก่อนแล้ว หรือช่วยเหลือประการใด ๆ ที่ส่อให้เห็นว่ามีเจตนาเพื่อไม่ให้จำเลยที่ 1 ต้องโทษหรือไม่ให้ถูกจับกุม

ซึ่งโจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งนอกจากต้องสืบให้ศาลรับฟังจนแน่ใจว่ามีการกระทำผิดแล้วยังต้องนำสืบเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สิ้นข้อสงสัยตามสมควรด้วย ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 โทรศัพท์หาจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นค่าจ้างให้ขับรถไปส่งที่จังหวัดสระแก้ว เท่านั้น มาใช้สันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 ว่าต้องมีเจตนาเพื่อไม่ให้จำเลยที่ 1 ต้องโทษหรือเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม โดยปราศจากพยานหลักฐานมานำสืบเพื่อยืนยันให้เห็นเป็นประจักษ์ตามที่โจทก์ฟ้อง จึงย่อมไม่เป็นธรรมและเอาเปรียบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2