ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. …. ที่เสนอโดยพรรคประชาชน
รวมทั้งมีร่างกฎหมายยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน พ.ศ. ….ที่เสนอโดย สส.พรรคประชาชาติและพรรคประชาธิปัตย์บางส่วน เป็นร่างประกบ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ราษฎรฯ ที่มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นประธาน และประกาศจะเร่งเข็นกฎหมายนี้ให้สำเร็จก่อนยุบสภา
ร่างกฎหมายนี้เป็น 1 ในร่างกฎหมาย 11 ฉบับของพรรคประชาชน ที่ผ่านสภาวาระ 1 ฉลุย ในระยะเวลาแค่ 1 เดือน หลังส่งแคนดิเดตจากพรรคสีน้ำเงินภูมิใจไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งไม่เคยทำได้ในสมัยที่พรรคเพื่อไทยยังเป็นแกนนำรัฐบาล เรียกว่าเป็นความภาคภูมิใจที่พรรคส้มเอาไปตีปี๊บว่าแม้เป็นฝ่ายค้านก็สามารถผลักดันกฎหมายได้
อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีที่ดินป่าไม้นี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมแวดวงนักวิชาการ และนักอนุรักษ์ว่าสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม และอาจเป็นการเอื้อนายทุน มากกว่าราษฎรคนยากคนจนที่แท้จริง ซึ่งมีกฎหมายแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้อื่นๆ รองรับอยู่แล้ว รวมทั้งยังอาจกระทบพื้นที่อื่นๆ ของรัฐ ทั้งที่ดินราชพัสดุ การรถไฟ และอาจโยงไปถึงกรณีเขากระโดงที่เป็นเผือกร้อนของรัฐบาลในเวลานี้หรือไม่
ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรฯ ได้แย้งในชั้นกมธ.ว่า ร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาชน ส่อมีการสอดไส้ในเรื่องการคืนสิทธิที่ดินโดยไม่แยกแยะคนจนคนรวย เพราะไม่มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการ “นิรโทษกรรม” ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุด โดยเฉพาะมาตรา 5 (1) ที่ ระบุว่าผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนวันที่ประกาศเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายครั้งแรก จึงไม่ใช่การขีดเส้นที่มติ ครม.30 มิ.ย. 2541 ตามที่ผู้ร่างกฎหมายอ้าง เพราะกฎหมายพื้นที่หวงห้ามฉบับแรกมีขึ้นในปี 2481
ขณะที่ในส่วนกฎหมายยกเว้นความผิดบุคคลฯ ของพรรคประชาชาติ ยิ่งออกทะเลไปไกล เพราะยกเว้นความผิดตั้งแต่ก่อน 1 ธ.ค. 2497 อาจสามารถตีความไปไกลได้ถึงยุคกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีหรือก่อนนั้น ที่ล้างมลทินให้แล้วสามารถกลับเข้าพื้นที่ได้ทันที กฎหมายทั้ง 2 ฉบับจึงเป็นการเอาเรื่องสิทธิในที่ดินมาปะปนกับการนิรโทษกรรม คือคืนสิทธิให้แม้กระทั่งคนที่ไม่ควรได้รับสิทธิ เพราะไม่ได้มีการกำหนดคุณสมบัติแยกแยะคดีความของคนจน คนรวย นายทุน นักการเมือง หรือนอมินีแต่อย่างใด
ล่าสุดกฎหมายร้อนนี้ยังทำให้การการเปิดศึกระหว่าง 2 คู่เดือด เมื่อขาบู๊ตัวพ่ออย่าง “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” อดีตผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานฯ ปัจจุบันเป็นทีมที่ปรึกษา “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.ทรัพยากรฯ และหนึ่งใน กมธ. วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ราษฎรฯ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอัด สส.ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยกที่ดินให้ ‘เขมร’ และพร้อมเปิดชื่อ สส.ทั้ง 2 พรรค จนตัวแม่คือ ‘ไอซ์’ รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน เข้ามาคอมเมนต์ฟาดว่า ทำงานกับสุชาติ ชมกลิ่นแล้วมาไม้นี้หรือ จะโจมตีใครอีก ให้เปิดชื่อออกมาเลย พร้อมขุดกลับเหมือนกัน
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่ามีชาวบ้านยากไร้ จำนวนมากเช่นกันที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งควรต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินอย่างเป็นระบบ แยกแยะเป็นรายกรณี ไม่ใช่การเหมารวมขุดผีขึ้นมานิรโทษกรรมทั้งหมด
ส่วน สส.และนักการเมืองในสภาเองก็ต้องไม่หวังเพียงคะแนนเสียง โดยเอาของฟรีคือป่าไม้และทรัพยากรของชาติไปเป็นเครื่องมือหาเสียงโกยเรตติ้ง โดยเฉพาะพรรคประชาชนเองที่มีชนักปักหลังในเรื่องคดีที่ดินส่อรุกป่าสงวนฯ จ.ราชบุรี ของครอบครัวผู้นำทางจิตวิญญาณชาวด้อมส้ม การดำเนินการในเรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังและรอบคอบเป็นอย่างยิ่งว่าเป็นการผลักดันกฎหมายเพื่อประโยชน์ของใครบ้าง
ดังนั้นร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีที่ดินป่าไม้นี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายในสังคมต้องจับตา ระดมความเห็นร่วมกันส่งเสียงไปถึง สส.ในสภา เพื่อไม่ให้นำไปสู่หายนะที่ยากจะแก้ไขของทรัพยากรป่าไม้และธรรมชาติที่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคนในอนาคต.



