เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่รัฐสภา สว.กลุ่มอิสระ นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ นายเศรณี อนิลบล สว.  ร่วมกันแถลงเรื่อง สว.อิสระคัดค้านการตั้ง กมธ. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใหม่ 2 ตำแหน่ง โดย น.ส.นันทนา กล่าวว่า  ตั้งแต่ สว.เสียงข้างมาก ได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.เป็นต้นมา ตนและกลุ่ม สว.อิสระ ได้พยายามเรียกร้องให้ สว.ทุกคน ชะลอการลงมติเกี่ยวกับการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระออกไปก่อน จนกว่าคดีความเรื่องฮั้ว สว.จะเสร็จสิ้นกระบวนการ เมื่อพบว่าบริสุทธิ์ไม่มีมลทินมัวหมอง ก็กลับมาทำหน้าที่เห็นชอบองค์กรอิสระต่อไปได้ เพราะการทำหน้าที่ตรงนี้ เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อท่านเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ป.ป.ช. เท่ากับท่านเลือกผู้ไปตัดสินคดีของท่าน ประชาชนจะคิดอย่างไร

น.ส.นันทนา กล่าวว่า พวกเราเรียกร้องเรื่องนี้มาโดยตลอด จนขณะนี้พรรคภูมิใจไทย ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล มีการแต่งตั้ง รมว.ยุติธรรม ที่ได้ฉายาว่า สายตรงบุรีรัมย์ ก็ยิ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนทั่วไป ที่จับตาดูคดีฮั้ว สว.อยู่ว่าคดีจะพลิกผัน หรือถูกเป่าให้มลายหายไปกลายเป็นฝุ่น PM 2.5 หรือไม่ ขณะนี้ประชาชนทั่วไปทราบถึงหายนะที่จะเกิดขึ้น หากปล่อยให้มีการแต่งตั้งองค์กรอิสระอย่างต่อเนื่องเช่นในวันนี้ ก็จะมีการแต่งตั้งกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบคุณสมบัติของ ป.ป.ช. เพิ่มอีก  2 ตำแหน่ง ซึ่งที่ผ่านมา การแต่งตั้ง กมธ.ตรวจสอบคุณสมบัตินี้ ก็แต่งตั้งคนเดิมๆ วนเวียนอยู่ในกลุ่ม สว.เสียงข้างมาก ไม่เคยกระเด็นมาถึงกลุ่ม สว.อิสระเลย

 น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า จากสถิติการเป็น กมธ.ตรวจคุณสมบัติ ตลอดเวลา 1 ปี 2  เดือนที่ผ่านมา มีชื่อดังนี้ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร 11 ครั้ง นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ 8 ครั้ง นายเอนก วีระพจนา 7 ครั้ง พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา 6 ครั้ง พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร 6 ครั้ง พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ 6 ครั้ง นายอภิชาติ งามกมล 6 ครั้ง พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย 5 ครั้ง นายกมล รอดคล้าย 5 ครั้ง นี่คือตัวอย่างการตั้ง กมธ.แบบวนเวียน ไม่มีการกระจายแบบเป็นธรรม ไม่ยอมให้ สว.อิสระเข้าไปทำหน้าที่นี้เลยเพราะเหตุใด เหตุผลง่ายๆ ก็คือ กระบวนการตรวจสอบและคัดเลือก เป็นความลับ ทั้งหมดการจะกล่าวหาใคร ยกย่องใคร ก็แล้วแต่ กมธ. จะหยิบยกข้อมูล หรือขุดข้อมูลมา

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า เมื่อไม่มีคนนอกที่เป็น สว.อิสระ ก็ตัดสินกันได้ง่ายๆ ไม่ต้องมีเหตุผลอธิบายให้เหนื่อยยาก ปฏิบัติการเช่นนี้เรียกว่า “ปิดประตูตีแมว” หรือไม่ หากกระบวนการคัดเลือกองค์กรอิสระ ใช้วิธีการแบบเวียนเทียนวนอยู่กับคนกลุ่มเดิมๆ ที่รู้กันไม่สนใจความรู้ความสามารถก็จะได้แต่คนที่เป็นเครือข่าย พวกเดียวกันย่อมเป็นการดำเนินการที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่โปร่งใสแล้วเราจะคัดเลือกคนมีคุณภาพเข้ามาในองค์กรอิสระได้อย่างไร ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นในการคัดเลือกองค์กรอิสระของ สว.ในปัจจุบันเจตนารมณ์ของการจัดตั้งองค์กรอิสระ ก็เพื่อให้มีองค์กรที่เป็นอิสระจากรัฐบาล จากพรรคการเมือง เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุล แต่หากองค์กรอิสระ ต้องกลายเป็นองค์กรในกำกับของพรรคการเมือง จะส่งผลให้การตรวจสอบ การวินิจฉัยบิดเบี้ยวไปอย่างไร

“จึงขอเรียกร้องจิตสำนึก สว.เสียงข้างมาก ให้ชะลอกิจกรรมที่เกี่ยวกับการคัดเลือกองค์กรอิสระออกไปก่อน จนกว่าคดีของท่านจะเป็นที่สิ้นสงสัย ดิฉันเองต่อสู้เรียกร้องเรื่องนี้มาเป็นเวลากว่าครึ่งปีแล้ว ทุกครั้งที่ลุกขึ้นอภิปรายจะถูกขาประจำมาประท้วง มาบูลลี่ ไล่ดิฉันออกนอกห้องประชุมกล่าวหาว่าดิฉันเป็นโรคจิต ต่างๆ นานา แต่ดิฉันจะไม่หยุดการต่อสู้ในเรื่องนี้เพราะนี่คือผลประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ ดิฉันจะไม่ยอมให้มีการกินรวบองค์กรอิสระ เพราะนั่นคือหายนะของประเทศอย่างแน่นอน” น.ส.นันทนา กล่าว

ด้าน น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า มีการกดดันอย่างรุนแรง ซึ่งหลายคนที่จะมาร่วมแถลงในวันนี้ด้วยก็ไม่กล้ามา เพราะรู้ว่าพวกเราเสียงข้างน้อยสู้ไปอย่างไรก็แพ้ แต่พวกตนต้องการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน เพื่อให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เป็นกลาง ไม่เอียงข้างใดข้างหนึ่ง หรือสีใดสีหนึ่ง แต่ขณะนี้มันไม่ใช่ เพราะมีการกลั่นแกล้งสารพัด ทั้งสอบจริยธรรมและอื่นๆ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ก็ดีเหมือนกันจะได้อยู่ว่างๆ หากพวกตนอยู่ว่างๆ ก็จะดำรงตำแหน่งไปจนครบ 5 ปี แต่จะมีความสุขหรือไม่ ถ้าเห็นประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ถ้าอยากเห็นประเทศเป็นแบบไหน ตนคิดว่าประชาชนรับรู้รับทราบและกำหนดได้ ซึ่งก็ต้องดูกันต่อว่าเขาจะเอาอย่างไรกับประเทศเรา ถ้าเขาฟังและยอมรับถอยสักก้าว ประชาชนก็จะยอมรับผลการสรรหาองค์กรอิสระ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่คิดว่าพวกตนก็ทำมาตลอดและทำอย่างเต็มที่แม้ผลออกมาจะแพ้ก็ไม่เป็นไป ก็ขอแพ้อีกครั้งหนึ่ง เป็นจอมยุทธ์ที่แพ้ 100 ครั้งก็ได้ ชนะแค่ครั้งเดียวคือครั้งสุดท้ายก็เพียงพอ

ขณะที่นายเศรณี กล่าวว่า วุฒิสภาชุดนี้เป็นทั้งคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และมีน้ำใจในการทำงานร่วมกัน แต่กลายเป็นสภาที่วิบัติ เป็นสภากินรวบพับสนามเล่นและเห็นแก่ตัว ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่มีความเห็นตรงกันข้ามกับ สว.กลุ่มสีน้ำเงิน โดยเฉพาะ 21 คนที่เคยลงชื่อเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สว. จำนวน 138 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. สมควรดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่ ทุกคนทราบหรือไม่ว่าชะตากรรมที่พวกตนได้รับคือสมุดปกดำ ซึ่งมีรายชื่อ สว.ทั้ง 21 คน ถูกแจกจ่ายไปให้กับ สว.สีน้ำเงินว่าห้ามพูดห้ามปฏิสัมพันธ์ ห้ามแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดๆ ในกรรมาธิการทั้งสิ้น ซึ่งตำแหน่งในกรรมาธิการจะวนเวียนอยู่กับคน 30-40 คนเท่านั้น  ไม่มีเวลากิน ไม่มีเวลานอน ประชุมกันทั้งวัน จนทำให้การประชุมไม่สัมฤทธิผล และแปลว่า สว.ทั้ง 200 คนทำงานไม่เป็นเลยหรือ เพราะการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ สว.จะเป็นกรรมาธิการสามัญได้คนละ 2 คณะ อนุกรรมาธิการอีก 2 คณะ

“ทราบหรือว่าไม่ว่าพวก สว.สีน้ำเงิน หนึ่งคนเป็นกรรมาธิการ 20 คณะ และไม่ได้ตั้งตรงตามความรู้ความสามารถ เช่น ผมอยู่กลุ่มที่ 6 พืชสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์และประมง แต่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการการเกษตร ทั้งๆ ที่ผมควรใช้ความรู้ความสามารถมาทำงาน เพราะคงคิดว่าหากให้ผมไปอยู่แล้ว จะทำให้กรรมาธิการตัดสินใจลำบาก หรืออาจไปเป็นฝ่ายค้านในกรรมาธิการ แม้กระทั่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะพิจารณากฎหมายและ พ.ร.บ.ต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ประมง พ.ร.บ.ลำไย พ.ร.บ.โคนม ซึ่งหลักการจะให้ประธานคณะกรรมาธิการแต่ละคณะ เสนอชื่อบุคคลที่มีความสามารถเข้ามาอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งหลายครั้ง สว.อิสระถูกเสนอชื่อเข้าไปอย่างถูกต้อง แต่เมื่อรายชื่อถูกส่งไปที่วิปวุฒิสภา ชื่อเหล่านี้กลับถูกตัดออกไม่ให้เข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการ ถือว่าวิปวุฒิสภามีอำนาจมากในการก้าวก่ายการบริหารแผ่นดินของวุฒิสภา เพราะไม่เคยให้เกียรติประธานกรรมาธิการแต่ละคณะเลย วิปวุฒิสภาใหญ่มาก โดยเฉพาะคนชื่อวุฒิชาติ กัลยาณมิตร เลขาธิการวิปวุฒิฯ จนหลายคนเรียกวุฒิสภานี้ว่าคือสภาวุฒิชาติ ไม่ใช่วุฒิสภาแล้ว” นายเศรณี กล่าว.