โลก (โซเชียล) ทุกวันนี้ หมุนเร็วจนน่ากลัว และไม่เป็นธรรมชาติ ทีมที่เพิ่งได้รับการยกย่องว่าสุดยอดเมื่อไม่กี่วันก่อน กลับกลายเป็นทีมยอดแย่เพียงชั่วข้ามคืน
ความพ่ายแพ้แต่ละเกมที่เกิดขึ้น ไม่ต้องสนใจที่มาที่ไปกันอีกแล้ว จะแพ้มากแพ้น้อย ถ้าแพ้ก็คือแพ้ และคุณสมควรโดนตำหนิ
ลิเวอร์พูล แพ้มา 3 เกมรวด “เดอะ ค็อป” บางคน จะเป็นจะตาย สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติ อยู่ไม่ได้แล้ว อาร์เนอ ชล็อต หมดความชอบธรรมในการทำทีม ทั้งที่เพิ่งทำทีมได้แชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว
แน่นอน การแพ้ 3 นัดติดของ ลิเวอร์พูล ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ชล็อต มีหลายอย่างต้องปรับแก้ แต่มันก็มีเหตุผลของมัน และไม่ได้หมายความว่า “หงส์แดง” จะแย่ตลอดไป หรือจะหมดลุ้นแชมป์แล้ว
ใครไม่เชื่อ ลองฟังเหตุผล 5 ข้อนี้

1) โปรแกรมสุดหนักหน่วง
7 เกมที่ผ่านมาของ ลิเวอร์พูล มีถึง 5 เกมที่เจอกับทีมที่อยู่ท็อป 8 ของตารางตอนนี้ และถ้าเทียบกับฤดูกาลก่อน พวกเขามีคะแนนมากกว่าเดิม 1 คะแนน
ต่างจาก อาร์เซนอล ที่ 7 นัด เจอทีมท็อป 8 แค่ 2 ทีม (ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี) และเก็บได้แค่แต้มเดียวจาก 6 แต้ม
นอกจากนั้น ถึงฟอร์มโดยรวมจะไม่ดีอย่างที่หวังก็จริง แต่มีถึง 2 เกม (พาเลซ กับ เชลซี) ที่ ลิเวอร์พูล เสียประตูช่วงท้ายเกม แถมเป็นเกมเยือนทั้ง 2 เกม
ส่วนเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่บุกไปแพ้ กาลาตาซาราย รู้กันอยู่ว่าแฟนบอลเจ้าถิ่นดุดันแค่ไหน และแทบไม่มีโค้ช ลิเวอร์พูล คนไหนพาทีมบุกไปชนะได้ แม้แต่ เจอร์เกน คลอปป์

2) ต้องใช้เวลาสร้างทีมใหม่
ลิเวอร์พูล อาจถูกมองว่าเป็นผู้ชนะในตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ แต่มันก็มาพร้อมความเสี่ยง และความกดดัน เพราะทีมเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับจูน และสร้างทีมใหม่
ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหน เมื่อย้ายทีมมาใหม่ ย่อมต้องใช้เวลาในการปรับตัว โรแบร์โต ฟีร์มีโน หรือ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ก็มีช่วงแรกที่ไม่ดี ก่อนกลายมาเป็นตำนาน ความอดทนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
อเล็กซานเดอร์ อิซัค ย้ายมาวันสุดท้ายของตลาด ต่อให้ดีกรีชื่อชั้นสูงส่งขนาดไหน แต่การไม่ได้ปรีซีซั่นกับทีม และมีปัญหาความฟิต ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ ที่ลงสนามแล้วจะเล่นดีทันที
อิซัค ต้องใช้ช่วงเริ่มฤดูกาลเป็นช่วงเรียกความฟิต และซ้อมปรีซีซั่นของตัวเองกับ ลิเวอร์พูล กว่าเราจะได้เห็นเขาระเบิดฟอร์ม จึงอาจเป็นปลายเดือน ต.ค. หรือต้น พ.ย.
เมื่อถึงตอนนั้น ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อิซัค กับ ลิเวอร์พูล จะค่อยๆ ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน โดยมี อูโก เอกีตีเก เป็นตัวทีเด็ดคอยสอดแทรก ในบทบาทของ ดีโอโก โชตา ผู้จากไป

3) ปัญหาของ ซาลาห์ และ เวียร์ตซ์
หลังแพ้ 3 เกมติด ลิเวอร์พูล ยังโชคดี ที่มีฟีฟ่าเดย์มาเบรก และคนหนึ่งที่น่าจะโล่งอกก็คือ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ เจ้าของค่าตัว 116 ล้านปอนด์
ชัดเจนว่าเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเยอรมนี ยังปรับตัวเข้ากับ ลิเวอร์พูล ไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวี่แววเอาเสียเลย เพราะสถิติของ Opta ระบุว่า ไม่มีนักเตะคนใดใน 5 ลีกใหญ่ยุโรป ที่สร้างโอกาสได้มากกว่าเขาในทุกรายการคือ 22 ครั้ง มากกว่า แจ๊ค กลีลิช 1 ครั้ง
สถิติแอสซิสต์ครั้งเดียวของ เวียร์ตซ์ ในฤดูกาลนี้ จึงต้องดูเหตุผลประกอบด้วยว่าเพื่อนร่วมทีม จบสกอร์คมหรือเปล่า?
หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมที่ถูกตั้งคำถามก็คือ โม ซาลาห์ ที่ยังไม่ใช่ ซาลาห์ คนเดิม และต้องรีบเรียกฟอร์มเดิมกลับมา แต่เกมหลังเบรกทีมชาติที่จะทำศึก “แดงเดือด” กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่แอนฟิลด์ ในวันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค. อาจเป็นโอกาสดีในการคืนฟอร์ม
เพราะในฐานะนักเตะลิเวอร์พูล ซาลาห์ ยิงได้ถึง 16 ประตู จาก 17 เกมที่เจอผีแดง

4) ความเชื่อมั่นที่ยังไม่หายไป
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ ลิเวอร์พูล ตอนนี้ก็คือ “ความเชื่อ”
นี่คือช่วงเวลาที่ อาร์เนอ ชล็อต ต้องปลุกปลอบนักเตะทุกคนในทีมให้มีความเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะป้องกันแชมป์ได้ มันอาจเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องการเล่นในสนามด้วยซ้ำ
เพราะแม้แต่ตัว ชล็อต เอง ก็ยังถูกตั้งคำถามว่า “เก่งจริงไหม” และบางคนก็ยังบอกว่า ที่ได้แชมป์ฤดูกาลที่แล้ว เพราะนั่นคือทีมของ เจอร์เกน คลอปป์ อยู่เลย
เขาจึงต้องสร้างทีมของตัวเอง และทำให้ทุกคนมั่นใจว่าแนวทางที่ทำนั้นถูกต้อง และพร้อมจะเดินไปด้วยกัน แม้จะมีอุปสรรคขวากหนาม และต้องใช้เวลาปรับตัว แต่ถ้าภายในทีมยังเชื่อมั่น ลิเวอร์พูล ก็ยังเต็มไปด้วยนักเตะคุณภาพที่พร้อมกลับมาได้เสมอ

5) ช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือ จุดจบ?
แม้ถูกวิจารณ์หนัก แต่ ลิเวอร์พูล ก็ยังตามจ่าฝูงอย่าง อาร์เซนอล แค่คะแนนเดียว
สถานการณ์จึงไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด และมองอีกมุม มันอาจเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเขาไม่เฉื่อยชา หรือรู้สึกหมดความท้าทาย และพร้อมเผชิญหน้ากับความผู้ท้าชิงที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
คำพูดอมตะที่ว่า “การคว้าแชมป์นั้นยากแล้ว แต่การป้องกันแชมป์นั้นยากกว่า” ยังคงเป็นความจริงเสมอ มันจึงไม่มีอะไรง่ายสำหรับ ลิเวอร์พูล
ยิ่งพวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เดินหน้าสู่แนวทางที่ยากกว่าเดิม ยิ่งต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่ามันเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และพาทีมประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว
วันนี้ มันอาจยังไม่เห็นผล เพราะอยู่ในขั้นตอนการสร้าง แต่ถ้าสร้างเสร็จเมื่อไหร่ มันอาจไม่ใช่แค่ฤดูกาลนี้ แต่ทีมชุดนี้ อาจครอบครองความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีกต่อไปได้อีกหลายปี.



