รศ.พญ.สุจิรา จรัสศิลป์ ในฐานะจิตแพทย์ ถ่ายทอดมุมมองน่าสนใจผ่าน “ทีมข่าวอาชญากรรม” โดยระบุ สังคมในทุกวันนี้การเลี้ยงดู พื้นฐานของแต่ละคนมีแรงขับเคลื่อน 2 อย่าง คือ Aggressive drive และ Sexual drive
Aggressive drive คือ ความก้าวร้าว ที่เมื่อใดถูกกระตุ้นจากการเสพสื่อ เช่น ดูหนัง อ่านข่าว หรือเล่นเกมที่มีแต่ความรุนแรง เด็กและวัยรุ่นคนนั้นจะรู้สึกว่าความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดา เกิดความชินชา และมองเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น การไปเจอคนก็จะรู้สึกว่าทุกอย่างธรรมดา และไม่สามารถตัดสินใจอย่างถูกต้องได้ จนทำให้เกิดความลำบากเมื่อจะเข้าไปพูดคุย

“สื่อทั้งหลายที่พยายามกระจายเรื่องความรุนแรง และหากไม่มีการควบคุม จนทำให้เด็กมองเป็นความเคยชินก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาและจะน่ากลัวมากยิ่งขึ้นเพราะไม่มีใครสามารถบังคับให้ลดความรุนแรงจากเขาได้”
รศ.พญ.สุจิรา เสนอแนวทางในกลุ่มผู้มองความรุนแรง ใช้ความรุนแรง และเคยได้รับบาดแผลจากความรุนแรง สิ่งที่ควรดำเนินการ คือ นำตัวมารักษา ทั้งนี้ ตนพยายามติดต่อไปที่สมาคมจิตแพทย์เพื่อให้ร่วมด้วยช่วยกัน เพราะหากนำคนเหล่านี้มาขังไว้อย่างเดียวก็ไม่มีประโยชน์ วิธีรักษาต้องทำทุกรูปแบบเพื่อให้ดีขึ้นและกลับออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้
“อยากให้เพิ่มข้อกฎหมายที่บังคับให้กลุ่มเด็กเหล่านี้เข้ารับการรักษา เพราะหากไม่เข้ารับการรักษา จะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ และหากเด็กเหล่านี้พบเจอกับแรงขับเคลื่อนที่เยอะมากขึ้น จะทำให้ใช้ชีวิตยากขึ้น จำเป็นต้องจับมารักษา เพื่อวันใดที่โตขึ้นจะได้ลดความรุนแรงลง”

อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าหากกลุ่มเด็กเหล่านี้กลับมาใช้ความรุนแรงซ้ำอีก แม้จะเข้าทำการรักษาแล้วก็จำเป็นต้อง “ลงโทษ” ไม่เช่นนั้นจะไม่เข็ดหลาบ และไม่พยายามปรับปรุงตนเอง อย่างที่เคยบอกว่าแรงขับเคลื่อนเหล่านี้ คนอื่นๆ สามารถควบคุมมันได้ แต่หากไม่พยายามควบคุมเลยก็จำเป็นจะต้องมีบทลงโทษ
สำหรับบทลงโทษของ “ผู้กระทำผิดซ้ำ” อีก ต้องเป็นการบังคับให้พวกเขาฝึกด้านจิตใจ เช่น การไปวัด สวดมนต์ ก็ถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง และเป็นการพัฒนาไปในตัว เป็นการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เพราะการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงาน คนเพียงคนเดียวไม่สามารถทำได้

ส่วนของเด็กที่เคยได้รับโทษและเข้าสู่สถานพินิจ แต่กลับออกมาแล้วยังกระทำซ้ำแบบเดิม รศ.พญ.สุจิรา มองว่า การเข้าไปแล้วอยู่ร่วมกับคนหลายคน ซึ่งทุกคนเข้าไปด้านในนั้นเพราะความรุนแรงก็อาจเป็นการถ่ายทอดซึ่งกันและกัน เรื่องนี้ไม่ดีอย่างมาก เพราะเหมือนกับส่งพวกเขาเหล่านี้เข้าไปพบเจอกับสังคมที่มีแต่ความรุนแรง
ดังนั้น แทนที่จะเป็นผลดีมันจะกลายเป็นผลเสีย หากทุกฝ่ายช่วยกันเพื่อให้เด็กได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ช่วยกันเยียวยาจิตใจให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างคนปกติ.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



