สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ว่าประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เปิดเผยว่า สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นการสนทนาที่ “เป็นไปในแง่บวกและสร้างสรรค์มาก” โดยเซเลนสกีแสดงความยินดีกับทรัมป์ ในการประสบความสำเร็จกับ “แผนการหยุดยิงและแผนสันติภาพที่โดดเด่น” ในภูมิภาคตะวันออกกลาง


ขณะเดียวกัน ผู้นำยูเครนกล่าวด้วยว่า “หากสงครามในภูมิภาคหนึ่งสามารถยุติได้ แน่นอนว่า สงครามในภูมิภาคแห่งอื่นสามารถยุติได้เช่นกัน รวมถึงสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย” พร้อมทั้งเรียกร้องทรัมป์ ให้เพิ่มแรงกดดันกับรัฐบาลมอสโก ในการหวนคืนสู่โต๊ะเจรจา
ด้านนายเซอร์เก ริบคอฟ รมช.กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และผู้นำ

สหรัฐ พบหารือกันที่รัฐอะแลสกา เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา “แรงผลักดัน” และความกระตือรือร้นของทุกฝ่าย ในการมุ่งมั่นบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครน “ลดลงอย่างมาก”


ริบคอฟกล่าวโทษยุโรป ว่าเป็นต้นเหตุให้การสู้รบต้องยืดเยื้อ และต้องการให้สงครามดำเนินเรื่อยไป “จนกว่าชาวยูเครนคนสุดท้ายจะสิ้นลม”


แม้การประชุมครั้งสำคัญที่รัฐอะแลสกาจุดประกายความหวังให้กับทุกฝ่าย ว่าสงครามในยูเครนจะยุติ แต่แสงสว่างนั้นริบหรี่ลง จากการที่ผู้นำสหรัฐและรัสเซียไม่ได้มีข้อตกลงใดร่วมกัน ความพยายามทางการทูตชะงักงันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สวนทางกับการที่รัสเซียยังคงรุกคืบดินแดนของยูเครนได้อย่างต่อเนื่อง


ขณะที่ทรัมป์แสดงท่าทีที่เป็นสัญญาณของ “ความเหนื่อยหน่าย” กับเรื่องนี้มากขึ้น โดยถึงขั้นเคยกล่าวว่า ยูเครนควรพยายาม “ยึดดินแดนที่ถูกยึดครองกลับคืนทั้งหมด” ด้วยความช่วยเหลือจากยุโรปและองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ).

เครดิตภาพ : AFP