นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เตรียมประชุมวันที่ 17 ต.ค. ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกในรัฐบาลชุดนี้ จะหารือโครงการสำคัญที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว แต่ยังไม่มีการลงทุน เบื้องต้นคาดว่า มีอยู่ประมาณ 70 โครงการ ที่ยังติดค้างอยู่  คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท ล่าสุดทางบีโอไอได้หารือร่วมกับนักลงทุนใน 70 โครงการแล้ว เพื่อเจาะลึกปัญหาถึงสาเหตุของการยังไม่ลงทุนติดขัดอะไรอย่างไรบ้าง เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด

“ปัญหาส่วนใหญ่นักลงทุนบอกว่า เป็นเรื่องใบอนุญาตที่มีค่อนข้างมาก หลายที่ หลายจุด บีโอไอจึงจะเน้นการเข้าไปแก้ปัญหาดังกล่าว รวมถึงกระบวนการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค เพื่อทำให้เกิดการลงทุนอย่างแท้จริง เนื่องจากภาคเอกชนเองก็มีความต้องการที่จะเร่งการลงทุน ซึ่งทุกรายที่ขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอมีความจริงจังในการทำธุรกิจ แต่ยังไม่สามารถเริ่มโครงการได้ เพราะติดปัญหาดังกล่าว”

ทั้งนี้ในช่วง 4 เดือนหลังจากนี้ ภายใต้การบริหารของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บีโอไอ จะเน้นดำเนินการโครงการที่มีความสำคัญ หรือโครงการขนาดใหญ่เป็นลำดับแรก เพื่อให้เกิดผลจริงภายในระยะเวลาดังกล่าว โดยบีโอไอจะเน้นเรื่องมาตรการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เนื่องจากปัจจุบันมีอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งพลังงานสะอาด, เซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี, แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (พีซีบี), อุตสาหกรรมด้านบีซีจี, ดิจิทัลขั้นสูงเอไอ และการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ

“สาขาเหล่านี้บุคลากรไทยอาจจะยังไม่มีทักษะมาก่อน ดังนั้นต้องเร่งสร้างในเวลาอันรวดเร็ว เพราะมีการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้ความสำคัญกับเรื่องคนเป็นพิเศษ ใน 4 เดือนหลังจากนี้จะมี 3 เรื่องสำคัญ คือ เร่งการลงทุน, สร้างคน และยกระดับผู้ประกอบการไทย แต่ไม่ใช่ว่า ทำ 4 เดือนแล้วจบ เรื่องดังกล่าวเหล่านี้ต้องทำต่อเนื่อง แต่จะเริ่มต้นอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระยะแรกภายใน 4 เดือน”

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ เรื่องใบอนุญาต ตรงกับที่นายเอกนิติ ระบุไว้ในที่ประชุมสภา จะทำระบบที่เรียกว่า ฟาสท์ พาส เป็นการคัดโครงการที่มีความสำคัญ จะดำเนินการเสมือนเป็นบัตรอภิสิทธิ์ แต่ไม่ใช่ทำได้ทันที ช่วงแรกคงเน้นการแก้ปัญหาด้วยการประสานงานช่วยไปก่อน โดยระบบฟาสท์ พาส จะเป็นระบบที่อาศัยความร่วมมือยินยอมกับทุกหน่วยงาน เพื่อความรวดเร็ว ระบุขั้นตอนสำคัญตรงจุด เบื้องต้นจะกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาอนุมัติโครงการให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด เช่น 15 หรือ 30 วัน ตั้งเป้าหมายให้มาตรการนี้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเห็นโครงการลงทุนเกิดขึ้นจริงภายในเดือน ม.ค. 69 หรือก่อนการยุบสภา

ส่วนมาตรการเรื่องบุคลากรกับเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ต้องรอประชุมคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือบอร์ดกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯก่อน ซึ่งปัจจุบันยังไม่กำหนดวันประชุม