เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ  นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดด่านชายแดนภายในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ว่า  ประเทศไทยจะไม่เปิดด่านผ่านแดนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตามข้อเสนอที่สมเด็จฮุน เซน ยื่นคำขาดให้ฝ่ายไทยเปิดด่านผ่านแดนภายในวันที่ 20 ต.ค.นี้ และขอยืนยันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของฝ่ายไทยในขณะนี้ โดยฝ่ายไทยยังพิจารณาตามแนวทาง 4 ข้อเสนอหลัก  คือ 1.ขอให้ฝ่ายกัมพูชาถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน 2.ประสานความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด 3.ปราบปรามขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ และ 4.ดำเนินการจัดการพื้นที่ชายแดนร่วมกัน และย้ำว่าเป็นการเรียกร้อง เนื่องจากต้องการเห็นความจริงใจและสุจริตในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าท่าทีที่ฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยเปิดด่านเป็นการแสดงความร้อนรนหรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่า เป็นเรื่องมุมมองของแต่ละบุคคลที่จะมีความเห็นหรือตีความแตกต่างกันออกไป แต่ขอย้ำว่าทางออกของความขัดแย้งระหว่างกันยังมีขั้นตอนที่ชัดเจน และไทยพร้อมร่วมมือและหารือกับกัมพูชาอย่างสร้างสรรค์ในกรอบทวิภาคี เพื่อร่วมเดินหน้าไปด้วยกันอย่างสันติ ซึ่งนี่เป็นจุดยืนของไทยตั้งแต่วันแรกที่เกิดความขัดแย้งขึ้น นอกจากนี้ ไทยเลือกเส้นทางของสันติวิธีและความร่วมมือบนพื้นฐานของความจริงใจและสุจริตใจ หากกัมพูชาจริงใจและสุจริตใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่เส้นทางของความขัดแย้งและการเผชิญหน้า ก็ขอให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตามข้อเรียกร้องของฝ่ายไทยทั้ง 4 ข้อเสียก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกลุ่มนักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ไทย-กัมพูชา ฉบับปี 2543 และฉบับปี 2544 ภายใน 3 เดือน และอ้างว่าถ้ายังมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ จะทำให้ไทยเสียสิทธิการยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าว นายนิกรเดช กล่าวว่า  กระทรวงการต่างประเทศเริ่มอธิบายเรื่องเอ็มโอยูดังกล่าว โดยให้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดแบบไม่ได้ชี้ไปในทางใดทางหนึ่ง ทุกสัปดาห์จะมีกำหนดการสื่อสารหลายช่องทางเพื่อให้ข้อมูลให้ประชาชนได้เข้าใจก่อนการจะมีการทำประชามติในปลายปีนี้ ส่วนประชาชนจะเลือกหรือตัดสินใจอย่างไรไม่ได้เกี่ยวกับทางกระทรวงฯ  

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ส่วนการประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชานั้น ไม่เกี่ยวกับการที่จะทำให้ไทยเสียสิทธิในการจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา แต่การประชุมเจบีซีฯ เป็นสิ่งที่ไทยพยายามทำให้มีกลไกทวิภาคีดำเนินต่อไปในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือเชิญไปที่กัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับมา

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาบิดเบือนข้อมูลที่ถูกนำเสนอผ่านทางสื่อมวลชนหรือภาคส่วนต่างๆ ของไทย เช่น เรื่องการใช้เครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 ปฏิบัติภารกิจในเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กองทัพบกแถลงแล้วว่าการปฏิบัติการของเครื่องบินเอฟ-16 ของฝ่ายไทยนั้น เป็นปฏิบัติการปกป้องอธิปไตยและพลเรือนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งมุ่งเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และขอย้ำว่าไทยไม่ใช่ผู้เริ่มก่อน แต่เมื่อถูกรุกราน เราจึงจำเป็นต้องตอบโต้ ผ่านการคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนด้วยเทคโนโลยีที่มี เพื่อมุ่งปฏิบัติการต่อเป้าหมายทางการทหารเท่านั้น

เมื่อถามว่ากรณีที่ฝ่ายกัมพูชาบิดเบือนข้อมูลและข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับด้านสิทธิมนุษยชนจากฝ่ายไทย แสดงถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์หรือไม่ อย่างไร นายนิกรเดช กล่าวว่า ไทยไม่ได้กังวลในด้านข้อเท็จจริง เนื่องจากไทยพร้อมที่จะอธิบายและชี้แจงตามหลักฐานที่มี แต่ยอมรับว่ากังวลถึงเจตนารมณ์ของฝ่ายกัมพูชาที่แสดงออกผ่านการบิดเบือนข้อมูลเหล่านี้ อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าฝ่ายไทยยังต้องการให้กัมพูชากลับมาเจรจาร่วมกันบนพื้นฐานของความจริงใจและสุจริตใจ เพื่อร่วมกันแสวงหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น