วัดพลังกันอีกครั้ง ระหว่าง “ภูมิใจไทย (ภท.)” กับ “เพื่อไทย (พท.)” ในศึกเลือกตั้งซ่อมเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 4 จ.กาญจนบุรี แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน แต่เก้าอี้ สส. เพียงหนึ่งเดียวก็มีความสำคัญ เพราะจะมีผลต่อสมาชิกพรรคที่จะตัดสินใจไปต่อกับต้นสังกัดหรือไม่ โดยเฉพาะพรรค พท. ที่วันนี้มีแต่เลือดไหลออก แม้จะเพิ่งโชว์ความพร้อม หลังเปิดตัวผู้สมัครไปสองรอบ อีกทั้ง “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผอ.การเลือกตั้งพรรค พท. ยังออกมาตั้งเป้าในการเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องได้ สส. 200 ที่นั่งบวกลบ 10% เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกพรรค ในวันเดียวกับที่พรรคพรรค พท. เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. เพิ่มเติมอีก 22 ราย

“นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” อดีตหัวหน้าพรรค พท. และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ออกมาทิ้งบอมบ์ใส่พรรค โดยเปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พท. ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อด้วย โดยให้ทีมงานนำใบลาออกไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว การตัดสินใจนี้ไม่เกี่ยวกับที่พรรค พท. เป็นฝ่ายค้าน หรือกระแสตก แต่เหตุผลมาจากการบริหารจัดการภายในที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เชื่อ​ว่า สส. ส่วนใหญ่​ก็อึดอัดกับสถานการณ์ในพรรคกับการจัดลำดับความสำคัญ ที่มีปัญหาค่อนข้างมาก แต่ผู้บริหารพรรคมองไม่เห็น ทั้งที่การเลือกตั้งทั้งในระดับ สส. หรือท้องถิ่น ก็ฟ้องอยู่ว่า พรรค พท. อยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก 

พร้อมทั้งระบุว่า จุดเปลี่ยนมาจากการที่พรรค สนับสนุนนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถึง 2 สมัย แต่เมื่อได้ทำงาน กลับทำงานแบบไม่เห็นหัวใคร ไม่เคยประสาน สส. หรือผู้สมัคร สส. ของพรรคที่ไม่ใช่พวกตัวเอง มันก็เลยพังอย่างที่เห็น และจุดแตกหักสุดท้ายกรณีที่พรรคมอบหมายให้เฟ้นหาผู้ที่มีศักยภาพ เพื่อเสนอตัวเป็นผู้สมัคร สส.เขต 1 จ.ลำพูน เมื่อได้คนที่มีความเหมาะสม และเริ่มให้ทำพื้นที่ก็ได้กระแสดี แต่พรรคตัดสินใจเลือกคนอื่น โดยไม่แม้แต่จะนำชื่อคนที่ตนไปชักชวน เข้าไปเป็นตัวเลือกในการพิจารณาด้วยซ้ำ เพราะผู้มากบารมีในพรรคบางคนเข้ามาล้วงลูก สั่งการจะเอาคนนั้นคนนี้ลง โดยไม่ทำโพล เมื่อกระแสพรรคเป็นแบบนี้ การวางตัวผู้สมัคร สส. ย่อมต้องละเอียดมากที่สุด จะทำกันแบบเดิมๆ ไม่ได้ 

ด้าน “นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร” นายก อบจ.เชียงใหม่ ออกมาชี้แจงคำกล่าวของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ว่า ไม่มีความขัดแย้งกับนายสมพงษ์ ยังให้ความเคารพนับถือเหมือนเดิม ที่ผ่านมาได้พูดคุยหารือ และพบปะสังสรรค์กับนายสมพงษ์ สส.พรรคตามปกติ ไม่ได้ทะเลาะกันอย่างใด เชื่อว่า นายสมพงษ์ อาจเข้าใจผิดเรื่องการจัดตัว หรือสรรหาผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหน้าที่พรรคและ กก.บห. ไม่เกี่ยวกับตนแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของนายก อบจ. ที่สำคัญไม่สามารถก้าวก่ายหรือแทรกแซงพรรคได้ ต้องเป็นไปตามกระบวนการสรรหาผู้สมัคร สส. ตามระเบียบพรรคเท่านั้น

“ในฐานะสมาชิกพรรค มีหน้าที่สนับสนุนผู้สมัครทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติ ดังนั้นการเลือกตั้งทุกระดับที่พรรคสนับสนุน พร้อมประสานงาน และทำตามนโยบายพรรคร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายให้ได้รับชัยชนะประสบความสำเร็จมากที่สุด ภายใต้การสนับสนุนจากประชาชนและเครือข่าย เป็นนายก อบจ. สมัยที่ 2 ได้พิสูจน์แล้วว่ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ประชาชนเห็นผลงานไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ดังกล่าว ส่วนการเลือกตั้ง สส. สมัยหน้า พร้อมสนับสนุนและประสานงานผู้สมัคร สส. ทั้ง 10 เขต ในฐานะสมาชิกพรรค เชื่อว่าพรรคมีโอกาสฟื้นความศรัทธา และความไว้วางใจจากชาวเชียงใหม่ กลับคืนมาอีกครั้ง อาจได้ สส. เพิ่มมากขึ้น ขึ้นอยู่กับพรรคสามารถตอบสนองความต้องการ หรือตอบโจทย์ประชาชนได้ตรงจุดหรือไม่” นายพิชัย กล่าว

เรื่องที่เกิดขึ้น ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาของพรรค พท. แล้วดันมาเกิดก่อนวันเลือกตั้งซ่อมที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งก่อนหน้านั้น พรรคสีแดงก็เพิ่งพ่ายในแพ้สนามเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 โดยการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ สาเหตุเกิดจาก “นายศักดิ์ดา วิเชียร์ศิลป์” ลาออกจากพรรค พท. ไปดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยส่งลูกสาวสุดที่รัก “น้องดรีม” วิสุดา วิเชียร์ศิลป์ ลงรักษาพื้นที่ ปะทะกับต้นสังกัดเก่า ที่ส่ง “บิ๊กเลน” พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 คนกาญจนบุรีแท้ๆ หวังรักษาฐานเสียงให้พรรค พท. โดยเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ภท. ยังเดินทางไปช่วยปราศรัยหาเสียงให้ผู้สมัครของพรรค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจังในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่ก่อนหน้านั้นมีข่าว “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าพรรค พท. จะลงไปช่วยหาเสียง แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ไป หรือรับรู้ว่ามีโอกาสพ่ายแพ้สูง เลยไม่ต้องการไปปรากฏตัว เพราะจะกระทบกับความเชื่อมั่นของพรรค หากผู้สมัครของพรรคต้องพลาดหวังคว้าชัยจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ไว้ไม่ได้ ซึ่งแม้จะเป็นการเลือกตั้งซ่อม แต่ก็มีความหมาย เพราะมีอดีต สส. พรรค พท. ที่ลาออกจากพรรคไป ต่างคาดหมายว่าจะมีสมาชิกพรรคไหลออกไปอยู่กับพรรคการเมืองอีก ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของพรรค พท. และอาจกลายเป็นพรรคต่ำร้อยตามความคาดหมายของหลายคน ดังนั้นแม้การเลือกตั้งซ่อมเขต 4 จะเป็นเพียงที่นั่งเดียว แต่ในทางการเมือง มีผลทางการเมืองกับทั้ง พท. และ ภท.

ในที่สุดก็เป็นไปตามความคาดหมาย หลังพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ​จัดประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดใหม่ โดย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรค คนที่ 7 ได้รับเลือกให้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. แบบไร้คู่แข่ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แบ่งสัดส่วนไว้ ดังนี้ 1.สส. 40 เปอร์เซ็นต์ 2.กก.บห. 40 เปอร์เซ็นต์ และ 3.อดีต สส. สาขา สมาชิกพรรค 20 เปอร์เซ็นต์ โดยนายอภิสิทธิ์ได้รับเลือก 96.1810 เปอร์เซ็นต์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดใจภายหลังได้รับการโหวต ให้เป็นหัวหน้าพรรค ปชป. ว่า ขอขอบคุณทุกคน ที่มอบความไว้วางใจให้กับตนอีกครั้ง สิ่งที่หนักใจที่สุดคือเวลาที่จำกัด จะเติมกำลังให้กับพรรคเราได้อย่างไร ใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่ผ่านมา เชิญชวนคนใหม่ๆ เพื่อเข้ามาอยู่กับพรรค ตนต้องการให้ศิษย์ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า ผสมผสานกันขับเคลื่อนพรรค จากนั้น นายอภิสิทธิ์ได้เสนอชื่อรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ 8 คน ได้แก่ 1.นายกรณ์ จาติกวณิช ดูแลด้านนโยบาย 2.นางการดี เลียวไพโรจน์ ดูแลด้านเศรษฐกิจดิจิทัล 3.นายจูรี นุ่มแก้ว ดูแลด้านการสื่อสารองค์กร 4.นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ดูแลด้านสตรี เยาวชน และความยั่งยืน 5.นายวีระพงษ์ ประภา ดูแลด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 6.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ดูแลยุทธศาสตร์การเมืองและการประสานงานกับภาคประชาชน 7.นายอิสรา สุนทรวัฒน์ ดูแลด้านการต่างประเทศ 8.นายอัมพร พินะสา ดูแลด้านการศึกษา ขณะที่ เลขาธิการพรรคคือ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบตามที่นายอภิสิทธิ์เสนอ

ส่วน “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” สส.น่าน พรรค พท. ให้ความเห็นกรณีนายอภิสิทธิ์ ได้รับเลือกกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. ว่าเป็นเรื่องดี เพราะนายอภิสิทธิ์ มีความรู้ วามสามารถ การที่มีคนที่มีเจตจำนงที่ดีกลับเข้าการเมือง ก็จะทำให้ภาพการเมืองโดยรวมดีขึ้น บ่งชี้ถึงสัญลักษณ์ของความเป็น ปชป. ที่เป็นสถาบันทางการเมือง ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้คนที่ศรัทธาห่างเหินไป กลับมาส่งเสริมพรรคได้ แต่การเมืองยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปเยอะ โดยเฉพาะเรื่องของการรับรู้การเข้าถึงข้อมูล คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ทางการเมืองมากขึ้น ถือเป็นจุดหนึ่งที่เป็นตัวชี้วัดว่าความเป็น ปชป. แบบเดิมๆ จะส่งผลถึงความนิยมความยอมรับของคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่

ต้องบอกเลยว่า ภารกิจของนายอภิสิทธิ์ กับการถือธงนำพรรค ปชป. ไม่ใช่เรื่องง่าย จะเลือกอยู่จุดไหน ระหว่างเป็น “อนุรักษนิยม” กับ “เสรีนิยม” บรรดา สส. ในกลุ่มของ “นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ยังจะอยู่ในพรรคต่อไปหรือไม่ การดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาร่วมงานกับพรรค การทำให้พรรคกลับมาเป็นขั้วการเมืองที่มีบทบาทสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีเวลาเพียงแค่ 5 เดือน จะมีการเลือกตั้งใหม่ จะทำได้สำเร็จหรือไม่ อนาคตเท่านั้นจะเป็นผู้ให้คำตอบ

“ทีมข่าวการเมือง”