เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ประเทศภูฏาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้มีการพูดคุยผ่านเวที 4 ฝ่ายที่ประกอบด้วยไทย กัมพูชา มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา แต่ฝ่ายกัมพูชามีท่าทีไม่ทำตามข้อตกลง และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาระบุว่าไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงใดๆ ทั้งสิ้นที่รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 และข้อตกลงสันติภาพที่ใกล้จะลงนามนั้น ทำให้รู้สึกหนักใจหรือไม่ ว่า ตนหนักใจตั้งแต่วันรับหน้าที่ เพราะปัญหาไทย-กัมพูชา มีความละเอียดอ่อน มีหลายมิติที่ต้องแก้ไข ทั้งในแง่การทูตและการทหาร ซึ่งมิติคือสถานการณ์ชายแดน การปะทะระหว่างทหารของ 2 ฝ่าย ความสูญเสียที่เกิดกับพลเรือนของฝ่ายไทย และทุ่นระเบิด ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ลดระดับลง และที่สำคัญคือเรื่องความรู้สึกของคนไทย และกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดอธิปไตย เราจึงต้องการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของไทย โดยการวางแนวนโยบายต้องคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้
“การเจรจาเป็นเรื่องสำคัญ และต้องเป็นไปโดยสันติวิธี ไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียหรือการปะทะทางการทหาร แต่การเจรจาฝ่ายเดียวไม่เกิดประโยชน์ ที่ผ่านมากัมพูชาพยายามใช้วิธีบ่ายเบี่ยง เบี่ยงเบน แทนที่จะแก้ไขในระดับทวิภาคีตามกรอบที่มีอยู่ และสามารถติดต่อกันทางการทูต แต่กัมพูชาไม่แสดงความพร้อมที่จะเจรจา อยากจะไปยูเอ็นบ้าง หรือไอซีเจบ้าง ก่อนหน้านี้ท่าทีของฝ่ายไทยอาจยังขาดเอกภาพ แต่เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่ง จึงย้ำเรื่องความเป็นเอกภาพของฝ่ายไทย เพื่อทำให้เรามีน้ำหนักมากขึ้น และเราต้องทำงานหนักมากขึ้นในการชี้แจงให้ประชาคมโลกเข้าใจว่าเราปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และไม่ต้องการนำไปสู่การใช้วิธีการทางทหาร แต่ฝ่ายกัมพูชาขาดความจริงใจ และเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อนำไปสู่เวทีระหว่างประเทศ เห็นได้ว่าถ้อยแถลงของผมบนเวทียูเอ็นชี้ชัดว่าใครนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ใครที่ตกเป็นเหยื่อ ผมคิดว่าประชาคมโลกเริ่มเข้าใจว่าต้นตอปัญหาคืออะไร“รมว.ต่างประเทศ กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการที่สหรัฐอเมริกาเสนอตัวมาเป็นคนกลาง เพื่อต้องการสะท้อนภาพของนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพไปทั่วโลก แก้ไขความขัดแย้ง แต่ถ้าการเข้ามาของสหรัฐฯ ช่วยให้เกิดความคืบหน้าในการพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ในที่สุด สหรัฐฯไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการเจรจานี้ เพราะเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยระยะหลัง ฝ่ายกัมพูชาต้องการเอาใจสหรัฐฯ จึงทำให้การเจรจาดูมีความคืบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ไทยยืนยันเงื่อนไข 4 ข้อ แต่ที่ผ่านมา การเจรจากลับไม่สามรถตกลงกันใน 4 ข้อนี้ ส่วนการจะลงนามในเอกสารต้องมีความคืบหน้าในแผนงาน ให้เห็นในพื้นที่ด้วยๆ ทั้งนี้ ในการพูดคุย 4 ฝ่าย ได้เห็นพ้องกันว่าควรจะมีการลงนามในเอกสาร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ ที่กรุงกลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพราะฝ่ายไทยยังไม่มั่นใจ เราจึงต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริง และเราไม่ได้ทำเพื่อให้สหรัฐฯเป็นผู้นำมาซึ่งสันติภาพให้เขาได้ภาพ แต่ต้องการให้เห็นสันติภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างแท้จริงในฐานะเป็นเพื่อนบ้านกัน
รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ส่วนการประชุมอีกขั้น คือการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ จะเป็นการประชุมระดับฝ่ายเลขานุการ หลังจากนั้น รมว.กลาโหมของทั้ง 2 ประเทศจะลงนามในสิ่งที่ได้พูดคุยกัน โดยสิ่งที่ต้องคุยให้บรรลุถึงข้อตกลง คือแผนงานในเงื่อนไข 4 ข้อ และไม่ได้หมายความว่าในวันที่ 26 ต.ค.นี้ จะต้องดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จตามที่ลงนามในเอกสารคำประกาศ แต่อย่างน้อยต้องเริ่มดำเนินงานและมีตารางเวลา
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องละเอียดอ่อน คือการรุกล้ำอธิปไตยไทยกรณีที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ได้ตกลงกันว่าจะมาดูว่ามีการรุกล้ำกันจุดใดและเหตุผลที่ต้องมีการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ในวันที่ 21-22 ต.ค.นี้ เพราะจะมาดูเฉพาะปัญหาตรงนี้ว่าเส้นที่กัมพูชาอ้างนั้น อยู่ตรงไหน และเส้นของไทยอยู่ตรงไหน และต้องมาดูว่าการแก้ไขปัญหาจะมีขั้นตอนอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างกัน ไม่อยากใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เพราะจะเกิดความสูญเสียสูญ และสิ่งที่ตกลงกันคือต้องแก้ไขกันด้วยสันติวิธี และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของฝ่ายไทยและกัมพูชาจัดการปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง ขณะที่ประเด็นการปล่อยเชลยศึกกัมพูชา 18 คนนั้น ถือเป็นมาตรการของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และเป็นการตัดสินใจของฝ่ายไทยในจังหวะที่เรามั่นใจว่ากัมพูชาและไทยสามารถตกลงกันในเรื่องสำคัญ และจะดำเนินการต่างๆ อย่างจริงจัง เพราะในเอกสารระบุชัดเจนว่า เมื่อมีการปฏิบัติตามที่ได้คุยและดำเนินการเงื่อนไข 4 ข้อแล้ว ฝ่ายไทยจะปล่อยเชลยศึก 18 คน ดังนั้นการที่กัมพูชาออกข่าวว่าไทยจะปล่อยเชลยศึกโดยไม่มีเงื่อนไขโดยทันทีนั้น คงไม่ใช่ ซึ่งเราก็เข้าใจในความกังวลของเขาและเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องมนุษยธรรม แต่ขอให้ไทยมั่นใจก่อนว่ากัมพูชาจะเริ่มดำเนินการในประเด็นสำคัญ
เมื่อถามว่าสังคมตั้งคำถามว่าเมื่อกัมพูชาพูดคุยไม่รู้เรื่อง ไทยจำเป็นต้องคุยต่อหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องดูว่านั่นเป็นแทคติกของเขาหรือไม่ อาจเป็นวิธีของเขาที่จะบ่ายเบี่ยง โดยท่าทีของไทยมีความหนักแน่นและมีความชอบธรรม คิดว่าในที่สุดเขาก็ต้องเห็นความสำคัญ
ผู้สื่อข่าวถามว่ายังมีคำถามเกิดขึ้นว่าไทยมักจะตามหลังกัมพูชาหนึ่งก้าวเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการออกข่าวหรือการตอบโต้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ เพราะตั้งแต่ต้นเข้ามารับหน้าที่ ก็มีคนถามว่าทำไมฝ่ายไทยจึงเป็นฝ่ายตั้งรับ แต่เขารุกแบบสะเปะสะปะ ถ้าเปรียบเป็นมวย ก็เป็นมวยที่ไม่มีชั้นเชิงเลย ถึงวันหนึ่ง คนที่ปล่อยแบบไม่มีชั้นเชิง ไม่คำนึงถึงกติกา ขณะที่ไทยคำนึงถึงกติกา แต่ก็ต้องทำอะไรให้เร็วขึ้น มีท่าทีที่ชัดเจน และตอนนี้เราเริ่มเป็นฝ่ายรุก ไม่ได้มาตามเขาตลอดเวลา และมองว่าในการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ครั้งที่ผ่านมา ไทยมีความพร้อมทั้งคณะฝ่ายทหาร เมื่อจะคุยอะไรกันก็ต้องกลับไปขอความเห็นชอบ เมื่อเรามาด้วยความพร้อมและมีท่าทีที่ชัดเจน มีเอกภาพจากที่เราเป็นฝ่ายตั้งรับ เราก็เป็นฝ่ายรุก ซึ่งเราต้องการหาข้อยุติที่จะเจรจาหาแนวทางและผลประโยชน์ร่วมกัน
เมื่อถามว่าคนในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว กำลังรอให้ทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และมีการขีดเส้นว่าต้องนำชาวกัมพูชาที่รุกรานออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวภายในสิ้นเดือนต.ค.นี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนั้นยังไม่มีความชัดเจน ผู้ว่าฯยื่นแผนไป แต่กัมพูชายังไม่ได้ยื่นกลับมา จึงทำให้เกิดปัญหาความคาดหวัง ซึ่งถ้าเราสามารถมีแนวทางที่ชัดเจน เราจะดำเนินการอย่างไรมาดูในหลักกฏหมายระหว่างประเทศ เมื่อดูกันชัดเจนว่าจะแก้ไขอย่างไร มีแผนการอย่างไร ถ้ามีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี น่าจะตรงกับสิ่งที่คนในพื้นที่คาดหวัง และสิ่งสำคัญคือการเจรจาต้องเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ว่าเราคุยอะไร ทำอะไร มิฉะนั้นประชาชนจะสงสัยว่าเราไปตกลงอะไรกับกัมพูชาหรือไม่ ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศเน้น สื่อสารให้ข้อมูลว่าเราไปทำอะไร ไปถึงไหน ขณะเดียวกัน ตนได้พูดคุยกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพานิช รมว.กลาโหม รวมถึง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ว่าสิ่งที่ได้ไปประชุมมามีอะไรบ้าง ซึ่งก็จะทำให้การเดินหน้าของเราเป็นไปในแนวทางเดียวกัน อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า ในการเจรจา เรายึดผลประโยชน์ของประเทศไทย เราไม่ไปเจรจาอะไรก็ตามที่จะทำให้ผลประโยชน์ของประเทศไทยได้รับผลกระทบ



