เมื่อวันที่ 21 ต.ค. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บช.สอท. เมืองทองธานี พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.ตอท. แถลงผลการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ วิดีโอคอลหลอกโหลดแอป อ้างคืนเงินชดเชยที่ดิน เสียหายกว่า 8 แสน ตำรวจไซเบอร์อายัดทันเต็มจำนวนนำคืนผู้เสียหาย
โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้มีผู้เสียหายเป็นหญิงอายุ 57 ปี รายหนึ่ง ได้รับสายจากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ อบต.ระโสม อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้เสียหายครอบครองที่ดินไว้ โดยแจ้งว่า หน่วยงานได้สำรวจที่ดินจึงให้ยื่นภาษีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้แอดไลน์แล้วส่งเอกสารส่วนบุคคล เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน สำเนาโฉนดที่ดิน เอกสาร ภ.ด.ส.3 และแบบฟอร์มบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่คนร้ายแนะนำเพื่อรอรับเงินชดเชยค่าโอนที่ดิน
จากนั้นคนร้ายได้ให้ผู้เสียหายแอดไลน์ชื่อ “ฝ่ายทะเบียนเอกสาร” และได้ส่งลิงก์ปลอมให้ผู้เสียหายกด โดยอ้างว่าเป็นลิงก์เกี่ยวกับเอกสารที่ดินของ อบต.ระโสม จากนั้นไลน์ “ฝ่ายทะเบียนเอกสาร” ได้โทรฯ วิดีโอคอลมาหาแล้วให้ผู้เสียหายดาวน์โหลดแอป “Smart Lands” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งในระหว่างการดาวน์โหลดแอปดังกล่าว คนร้ายก็ได้วิดีโอคอลแบบไม่ให้เห็นหน้า คอยบอกขั้นตอนเพื่อขอแชร์หน้าจอ แล้วสั่งให้ผู้เสียหายเข้าแอปธนาคารของผู้เสียหายเพื่อทำตามขั้นตอนที่เป็นการตั้งค่าแอปดังกล่าวใหม่
โดยคนร้ายได้สั่งให้ผู้เสียหายเปลี่ยนจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้เสียหายไม่เข้าใจในภาษา จากนั้นได้หลอกให้ผู้เสียหายกดปุ่มตามที่สั่ง จนนำมาสู่การลวงให้เปลี่ยนวงเงินการโอนและสแกนใบหน้า ต่อมาคนร้ายได้ส่งเอกสารอนุมัติสั่งจ่ายจากสำนักงานกรมที่ดินพร้อมกับหลอกให้ผู้เสียหายกรอกจำนวนเงินที่โอนและเลขบัญชีธนาคาร โดยอ้างว่าเป็นรหัส OTP ลงในแอปธนาคารของผู้เสียหาย เอาไว้ใช้เป็นรหัสในการรับเงินชดเชยจากกรมที่ดิน
สุดท้ายผู้เสียหายถูกโอนเงินออกไป 879,098 บาท โดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นคนร้ายได้สั่งให้ผู้เสียหายรอรับเงินชดเชยจากกรมที่ดินประมาณ 17,500 บาท วันต่อมาผู้เสียหายจึงได้เดินทางไปที่องค์การบริการส่วนตำบลระโสม เพื่อยื่นเอกสารขอรับเงินชดเชย เมื่อนั้นผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าโดนหลอกลวง

ต่อมาทางตำรวจไซเบอร์ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการในข้อหา
- กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก (เป็นผู้สนับสนุน) ในการที่ผู้อื่นกระทำ ความผิดฐาน ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตราการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตราการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน
- ร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบเป็นเหตุให้เกิด
อันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น - ร่วมกันโดยทุจริต หรือ โดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
- ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (รหัสทางอิเล็กทรอนิกส์) ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสุดหรือใช้เบิกถอนเงินสตโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
- ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นขึ้นไป
- เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาเพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องหรือยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรจะรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด
ภายหลังพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก น.ส.ชุติมา อายุ 40 ปี และ น.ส.นงลักษณ์ อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาในคดีนี้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน โดยทั้ง 2 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
โดยอ้างว่ารู้จักกันกับผู้เสียหายโดยก่อนเกิดเหตุ น.ส.ชุติมา ได้รับมอบอำนาจจากญาติของตนเองให้ช่วยหาคนมาเช่าที่ดินในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยทำสัญญาเช่าเป็นระยะเวลา 2 ปี คิดค่าเช่า 2 ล้านบาท น.ส.ชุติมา จึงได้ฝาก น.ส.นงลักษณ์ ให้ช่วยหาผู้เช่า โดยก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ 1 วัน น.ส.นงลักษณ์ ได้แจ้งกับ น.ส.ชุติมา ว่าหาผู้เช่าได้แล้ว โดยผู้เช่าจะโอนเงินค่าเช่ามาให้ในวันรุ่งขึ้น โดยต่อมา น.ส.ชุติมา ก็ได้ไปรอถอนเงินที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ใน อ.แม่สอด ตามกำหนดนัดที่แจ้งไว้

ต่อมาก็ได้มียอดเงินที่โอนมาจากบัญชีของผู้เสียหายเข้าบัญชีของ น.ส.นงลักษณ์ ก่อนจะถูกโอนต่อให้ น.ส.ชุติมา แต่เมื่อ น.ส.ชุติมา ได้พยายามถอนเงินจากธนาคารนั้น ปรากฏว่าบัญชีถูกอายัด จึงได้เข้าพบพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมา ก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหา
ส่วนเหตุผลที่ต้องถอนเงินออกมาเป็นเงินสดนั้น น.ส.ชุติมา อ้างว่า ตนเองจำเป็นต้องถอนเงินยอดดังกล่าวเป็นเงินสดเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ญาติของตนเองที่ปล่อยเช่าที่ดิน เนื่องจากญาติคนดังกล่าวเป็นผู้สูงอายุจึงไม่ค่อยเข้าใจการใช้งานระบบ Mobile Banking ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหาทั้ง 2 และเตรียมดำเนินการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ โดยเฉพาะผู้วางระบบและติดต่อหลอกลวงผู้เสียหายต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ กล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวทางธนาคารได้ตรวจสอบพบความผิดปกติของการทำธุรกรรม จึงได้ดำเนินการอายัดเงินดังกล่าวเอาไว้ก่อน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรการอายัดเงินต้องสงสัยแบบใหม่ภายใต้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 จึงทำให้อายัดเงินของผู้เสียหายได้ทั้งก้อน
จะเห็นได้ว่า นอกจากทางตำรวจไซเบอร์ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อสืบสวนสอบสวนคดีนี้โดยเร็วแล้ว ยังอาศัยมาตรการยึดอายัดเงินแบบใหม่ที่ทำให้ธนาคารมีอำนาจตรวจสอบและอายัดเงินผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเร่งคืนเงินดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหายโดยเร็วและมากที่สุด ซึ่งตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เราสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายได้ทันท่วงทีกว่า 250 ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับมาตรการแบบเก่านั้น กว่าจะใช้ระยะเวลาการอายัดเงินคืนได้ ต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอนและอายัดเงินกลับมาได้ไม่หมด
จากนั้น พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ ได้ดำเนินการมอบเช็คเงินสดเป็นจำนวนเงินที่ผู้เสียหายถูกหลอกโอนไป 879,098 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายได้ย้ำเตือนถึงพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงวัยว่า อย่าหลงเชื่อ แม้จะอ้างว่าเป็นหน่วยงานราชการ แต่ถ้ามีขั้นตอนแปลก ๆ เช่น ต้องเปิดแอพธนาคาร ต้องแอด Line หรือให้กดลิงก์แปลกปลอม ให้ตัดสายทิ้งทันที
ผู้เสียหายยังเปิดเผยอีกว่า สาเหตุที่ตนหลงเชื่อผู้ก่อเหตุนั้น เป็นเพราะตนเองไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด และผู้ก่อเหตุใช้กลอุบายว่า จะชดเชยเงินคืนในระยะเวลาที่กระชั้นชิด เลยทำให้ตนไม่ทันได้ตรวจดูและยอมรับว่าเนื่องจากตนเองยุ่งกับการค้าขาย ในระหว่างที่วิดีโอคอลพูดคุยนั้น ตนก็ไม่ทันได้เอะใจ เมื่อผู้ก่อเหตุให้ตนเปลี่ยนแอปเป็นภาษาอังกฤษและให้กรอกตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งระหว่างนั้น ผู้ก่อเหตุก็พยายามย้ำว่าเป็นการกรอกรหัส OTP รับเงินชดเชย เลยทำให้ตนหลงเชื่อและถูกหลอกเช่นนี้



