เมื่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  ส่งสัญญาณอาจยุบสภา ก่อนวันที่ 31 ม.ค. 69  หลังยืนยันพร้อมเลือกตั้ง ตั้งแต่ถอนออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะวันที่ 31 ม.ค. 69 นั่นคือช้าที่สุด อะไรก็เกิดขึ้นได้  จากนั้นพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็เร่งขยับทันที  โดยวันที่ 22 ต.ค. “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. ได้เรียกประชุม สส.ที่พรรค พท. เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะ ขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

โดย น.ส.แพทองธารส่งหนังสือชี้แจงเหตุผลการลาออก จากการเป็นหัวหน้าพรรค พท. ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ครั้งสำคัญที่สุด การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง  ดังนั้นพรรค พท.ซึ่งเป็นพรรคการเมืองหลักของประเทศ จึงจำเป็นต้องยกเครื่อง พลิกโฉม เปลี่ยนโครงสร้าง กระบวนการ และวิธีคิดใหม่ทั้งหมด เพื่อให้พรรคสามารถชนะเลือกตั้ง  แล้วไปยกเครื่อง พลิกฟื้นประเทศไทยต่อไป การเปลี่ยนแปลงพรรค พท. ต้องเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด จึงเลือกการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเปิดโอกาสให้พรรค ยกเครื่องได้อย่างอิสระ และสร้างพรรคใหม่ที่สมบูรณ์แบบ แม้จะลาออก แต่ยังเป็นสมาชิกพรรค พท. เป็นหัวหน้าครอบครัว พท.

อีกสาเหตุหนึ่ง สืบเนื่องจากกรณี ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีมติเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ให้ น.ส.แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกฯ เพราะขาดคุณสมบัติฝ่าฝืน มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนา แม้ว่าตามข้อบังคับพรรคจะไม่ได้มีการกำหนดไว้ แต่ในการเลือกตั้ง สส. หัวหน้าพรรคจะต้องไปเซ็นรับรองผู้สมัคร จึงทำให้ในอนาคต อาจจะมีผู้ไปร้องต่อศาลหรือองค์กรต่างๆ ได้ ซึ่งหากมีผู้ไปร้อง ผู้สมัครของ พท. จะไม่สามารถสมัครได้ จึงถือเป็น การป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อพรรคในอนาคต 

หลังจาก “น.ส.แพทองธาร” ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ทำให้ กก.บห.พรรค พท.ชุดปัจจุบันหลุดจากตำแหน่งทั้งหมด และ ทำหน้าที่รักษาการ จนกว่าจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่มาทำหน้าที่ โดยที่ประชุม กก.บห.รักษาการได้เลือกให้ “นายชูศักดิ์ ศิรินิล” รักษาการรองหน้าพรรค พท. ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคไปก่อนจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังกำหนดวันประชุมใหญ่วิสามัญพรรค พท. เพื่อเลือก หัวหน้าพรรค คนใหม่แทน น.ส.แพทองธาร และกก.บห.ชุดใหม่ ในวันที่ 31 ต.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

ส่วน “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผอ.เลือกตั้งพรรค พท. กล่าวถึงกรณีนายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ตระกูลจึง บีบแพทองธาร ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค พท. หากไม่ลาออกจะพา 70 สส. ออกไปอยู่พรรคใหม่” ว่า เป็นข่าวเท็จ ได้ปรึกษากับพรรคแล้ว จะตั้งทนายของพรรคฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท คงไม่ได้พา สส.ออกไปไหน แต่จะเอาเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อให้ครบ 200 คน ตามที่เคยประกาศไว้ เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวที่มีชื่อของนายสุริยะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ นายสุริยะ กล่าวว่า คงไม่รับ ขณะนี้คง ต้องหาคนรุ่นใหม่ เนื่องจากอายุมากแล้ว ทางพรรคคงพิจารณาถึงบุคคลที่เหมาะสม เพื่อจะนำพาพรรคไปสู้ศึกการเลือกตั้ง 

เมื่อถามว่า ไม่ว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค พท. นายสุริยะ และสส.ที่มีความสนิทสนมจะสนับสนุนใช่หรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า แน่นอน  ส่วนการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค พท. จะลบ ภาพตระกูลชินวัตร ออกจากพรรค พท.ได้หรือไม่นั้น  ต้องยอมรับว่าพรรค พท. มีความผูกพันกับตระกูลชินวัตร ในอดีต นายทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้ก่อตั้ง พรรคไทยรักไทย (ทรท.) มา ประชาชนสนับสนุนมาตลอด ดังนั้นเราคงปฏิเสธตระกูลชินวัตรไม่ได้ เพราะสร้างคุณูปการให้กับพรรค พท. แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่าง ต้องมีการเปลี่ยนแปลง จากนี้ไปทราบว่าทางพรรคจะหาบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ครอบครัวชินวัตร โดยเป็นคนภายในพรรค แต่ไม่ได้อยู่ในตระกูลชินวัตร เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าพรรค

น่าสนใจใครจะเป็น หัวหน้าพรรคตัวจริง ของพรรค พท. เพราะต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง  เพราะทุกพื้นที่ที่ต้องต่อสู้ในสนามเลือกตั้งมีปัญหาหมด  กรุงเทพมหานคร (กทม.) ต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้อย่าง “ประชาชน (ปชน.)” ภาคใต้ ไม่น่าจะมีพื้นที่เหลืออยู่ เพราะเป็นการแย่งชิงกัน ระหว่าง ภูมิใจไทย (ภท.) กล้าธรรม (กธ.) และ ประชาธิปัตย์ (ปชป.)  ภาคกลางเป็นการต่อสู่กันระหว่าง พรรค ปชน. กับ ภท.   ภาคอีสานต้องเผชิญปัญหาเรื่องคลิปเสียงระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับ สมเด็จฮุน เซน  ประธานวุฒิสภากัมพูชา   

ภาคเหนือ ก็ต้องเผชิญกับคู่แข่งอย่าง “กล้าธรรม” กับ “ปชน.” อีกทั้งในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ศรีสะเกษและกาญจนบุรี น.ส.แพทองธารก็ไม่ได้ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง  นอกจากนี้ยังมีเสียงวิจารณ์เรื่องงบประมาณที่จะใช้หาเสียงการเลือกตั้ง จะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของใคร  เพราะเริ่มมีเสียงวิจารณ์ เรื่องยืมเงินเพื่อนใช้

ส่วนรายชื่อหัวหน้าพรรค พท.คนใหม่ที่จะมาแทน น.ส.แพทองธาร  ทางพรรค พท.ยังไม่มีการหารือกันอย่างเป็นทางการว่า จะให้ใครเป็น หัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่ที่ประชุม สส.พรรค พท.มีการพูดคุยถึง 2 รายชื่อ คือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ที่มีความโดดเด่นเรื่องหลักการประชาธิปไตย และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีต รมช.คลัง และสส.เชียงใหม่ ที่มีความโดดเด่นเรื่องการเป็นคนรุ่นใหม่

ก่อนหน้านั้น “นายสมพงษ์  อมรวิวัฒน์” อดีตหัวหน้าพรรค พท. ได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พท.  และออกมาเปิดใจว่า  ชนวนเหตุสำคัญที่ตัดสินใจลาออก  เพราะระยะหลังการบริหารจัดการภายใน รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของพรรค มีปัญหาค่อนข้างมาก การเสนอความคิดเห็นใดๆ ไม่เป็นไปตามความต้องการของ ผู้มากบารมีในพรรค ทำให้สมาชิกพรรค พท.ส่วนใหญ่ ก็อึดอัดใจกับสถานการณ์ในพรรคที่เกิดขึ้น คำถามคือผู้มากบารมี ยังจะเข้ามาล้วงลูก หรือมีบทบาทชี้นำในพรรคอีกหรือไม่

ในที่สุด “นายวรภัค ธันยาวงษ์”  ก็ตัดสินใจ ลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง  หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 68  นับถึงวันที่ 22 ต.ค. 68 รวมแล้วเป็น 33 วัน โดยยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ข้ามชาติใดๆ ทั้งสิ้น

“ผมตัดสินใจ ลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง เพราะไม่ต้องการให้เรื่องส่วนบุคคลส่วนตัวของผมกลายเป็นภาระ หรือเงื่อนไขที่อาจกระทบต่อความคล่องตัว และ ประสิทธิภาพของรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อยืนหยัดหลักความโปร่งใส และอิสระของรัฐบาลในการบริหารประเทศให้ปราศจากข้อครหา ไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดนำเรื่องส่วนตัวของผมไปเป็น อุปสรรคต่อภารกิจของรัฐบาล ผมเชื่อมั่นว่าความโปร่งใส ความเป็นมืออาชีพ และ ความมุ่งมั่นของรัฐบาล จะช่วยให้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนได้อย่างมั่นคง และ ต่อเนื่องในเวลาที่จำกัด” นายวรภัค กล่าว

พร้อมปฏิเสธข้อใส่ร้ายป้ายสี ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่ เกี่ยวข้องสแกมเมอร์ มีประวัติทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตอนนี้ทำงานที่กระทรวงการคลังด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต ข้าราชการที่ทำงานร่วมกันก็ยืนยันได้ ต่อจากนี้จะสงวนสิทธิ์ดำเนินคดีกับผู้บิดเบือนให้ข้อมูลเท็จ พร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบ ข้อเท็จจริงทั้งหมด ตนใช้เบอร์มือถือเบอร์เดียวตลอด เครดิตการ์ดใบเดียว ธนาคารก็ของกรุงไทยเป็นหลัก พร้อมให้ตรวจสอบ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง จะยืนหยัดในความจริง ปกป้องชื่อเสียงส่วนบุคคล และตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับมอบหมาย ยืนยันว่าไม่เคยเกี่ยวข้องเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำงานมา 30 ปีอยู่บนหลักสุจริตโปร่งใส

จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ  ต้องเร่งเดินหน้าจัดการ ปัญหาสแกมเมอร์ อย่างจริงจัง  ประสานความร่วมมือกับต่างประเทศ  เพื่อนำข้อมูลมาตรวจสอบว่า มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำผิดกฎหมายหรือไม่  ไม่ให้ฝ่ายตรงข้าม นำมาประเด็นโจมตี  และอาจถูกขยายผลไปถึง การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

ทีมข่าวการเมือง