“เสธ.หมึก” พล.อ.เดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า จากการที่นักปั่นเยาวชนทีมชาติไทย ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันกีฬาเอเชียนยูธเกมส์ ครั้งที่ 3 ที่ประเทศบาห์เรน จากผลงานของ กฤตภาส หอมขจร ที่ได้ 1 เหรียญเงิน รายการโรดเรซบุคคลชาย และ 1 เหรียญทองแดง รายการไทม์ไทรอัลบุคคลชาย ถือว่าเป็นการทำผลงานทะลุเป้าหมายที่สมาคมกีฬาจักรยานฯ ตั้งเป้าเอาไว้ก่อนการแข่งขันว่าจะคว้าเหรียญใดเหรียญหนึ่งจากการชิงชัยทั้งหมด 5 รายการ

สำหรับการแข่งขันจักรยานในเอเชียนยูธเกมส์ 2025 มีประเทศที่ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันทั้งหมด 22 ประเทศ แต่มีเพียง 7 ประเทศ ที่ได้เหรียญรางวัล ซึ่งรวมถึงไทยด้วย โดยอันดับ 1 คาซัคสถาน ได้ 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน, อันดับ 2 จีน ได้ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง, อันดับ 3 ฮ่องกง ได้ 1 เหรียญทอง 2 เหรียญทองแดง, อันดับ 4 อุซเบกิสถาน ได้ 1 เหรียญทอง, อันดับ 5 ไต้หวัน ได้ 2 เหรียญเงิน, อันดับ 6 ไทย ได้ 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และอันดับ 7 ซาอุดิอาระเบีย ได้ 1 เหรียญทองแดง
ขณะที่ชาติมหาอำนาจอย่าง ญี่ปุ่น, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อิหร่าน, อินเดีย, เกาหลีใต้ รวมถึงเจ้าภาพ บาห์เรน ที่จัดนักกีฬามาชุดใหญ่ แต่ไม่ได้เหรียญรางวัลเลย รวมถึงชาติในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ ต่างก็ไม่มีเหรียญรางวัลเช่นเดียวกัน

พล.อ.เดชา กล่าวต่อว่า สำหรับ กฤตภาส นับว่าเป็นนักกีฬาฝีมือดีและเป็นสายเลือดใหม่ที่อายุเพียง 16 ปี การทำผลงานคว้า 1 เหรียญเงิน กับ 1 เหรียญทองแดง จากเอเชียนยูธเกมส์ครั้งนี้ ทำให้มีโอกาสที่จะได้รับการคัดเลือกจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้ไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์เยาวชน ครั้งที่ 4 หรือ ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 ที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล จะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-13 พ.ย.2569 เนื่องจากมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ตามที่สหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) กำหนดเอไว้ทุกประการ คือสมาคมฯ ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันของ UCI ทั้งรายการชิงแชมป์เอเชีย และรายการชิงแชมป์โลก และผลงานการคว้าเหรียญรางวัลเอเชียนยูธเกมส์ ครั้งนี้ด้วย

“นอกจากกฤตภาสแล้วบรรดานักกีฬาคนอื่น ๆ ในชุดนี้ก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปเป็นทีมชาติชุดใหญ่ทดแทนรุ่นพี่ต่อไปในอนาคต ซึ่งสมาคมฯ ก็จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการส่งไปแข่งขันรายการนานาชาติเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ ขณะเดียวกันสมาคมฯ ก็เดินหน้าจัดการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์ประเทศไทย ประเภทต่าง ๆ ตลอดทั้งปี ปีละ 28 สนาม เพื่อเฟ้นหาเพชรเม็ดงามขึ้นมาประดับวงการ หากเราไม่จัดแข่งขันก็จะไม่มีนักกีฬาหน้าใหม่เกิดขึ้น สมาคมกีจักรยานฯ เราทำงานกันอย่างหนัก ไม่เคยหยุดนิ่ง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยต่อไป” เสธ.หมึก กล่าวทิ้งท้าย.



