เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงความคืบหน้าจากผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา หรือ Joint Declaration (ปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคง) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง เช่น การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชา (จีบีซี)
โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าว ดังนี้ 1.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกฯ 2.นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ 3.พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม 4.พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย 5.พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก 6.พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ 7.พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ 8.พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในส่วนของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชา (จีบีซี) การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ที่ไปลงนามร่วมกันระหว่าง นายกรัฐมนตรีประเทศไทย กับ นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา สืบเนื่องจากการเจรจาหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 เป็นผลให้มีแนวทางในเรื่องของการพูดคุยเจรจาเพื่อหาข้อตกลงว่าจะทำอย่างไรให้สภาพของชายแดนและพื้นที่ชายแดนนั้นกลับคืนสู่สภาวะปกติและขอยืนยันว่าในเรื่องของการพูดคุยทั้งปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคงและการประชุมเจบีซีและจีบีซี โดยหัวใจสำคัญของการพูดคุยทั้งหมดนี้อยู่ที่ประชาชน ว่าจะทำอย่างไรให้ฟื้นฟูหรือคืนความสงบให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกัน และพยายามฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า โดยจีบีซีคือมิติความมั่นคงในทุก ๆ ด้านทั้งเรื่อง ทหาร-ความสงบสุขของประชาชน โดยมีกระทรวงมหาดไทย รวมถึง เรื่องสภาพเศรษฐกิจและการฟื้นฟูในเรื่องการเกษตร ซึ่งทั้งหมดนี้คือมิติของการประชุมจีบีซีที่ครอบคลุม ว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่ชายแดนกลับสู่สภาพปกติ และจะอยู่ร่วมกันอย่างไรอย่างมีความสุขซึ่งนี่คือหัวใจของการประชุมจีบีซี โดยมีกระทรวงกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนไฮไลต์สำคัญของการประชุมเจบีซีคือเรื่องของการสำรวจเส้นเขตแดน กำกับดูแลโดยกระทรวงการต่างประเทศกำกับดูแลเส้นเขตเเดน เมื่อจีบีซีและเจบีซีทำงานร่วมกัน จึงนำไปสู่การลงนามร่วมกันของปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคง อีกทั้ง จีบีซีมีการจัดตั้งมานานแล้ว ซึ่งมีการพูดคุยกันทุกปีและสลับกันเป็นเจ้าภาพสมัยสามัญ โดยมีข้อบังคับว่าการจะจัดประชุมจีบีซีได้เพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทำให้เราจำเป็นต้องใช้กลไกตรงนี้เพื่อจัดประชุม จึงเป็นที่มาของการประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่าย มาพูดคุยกันในเวทีเจรจา เพราะท้ายที่สุดนั้นคือการเจรจาจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการนำทั้ง 2 ฝ่ายสู่สันติ
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า โดยการประชุมจีบีซีครั้งวิสามัญครั้งล่าสุดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 ได้มีการพูดคุยเจรจาหยุดยิงด้วยอาวุธทุกชนิด โดยกรอบการประชุมในครั้งนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งสภาพเเวดล้อมโดยรวม ให้ยุติการกระทำทุกประการ และไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องของเงื่อนไข 4 ข้อของไทย แต่เป็นการพูดคุยกันว่าเราจะหยุดยิงกันโดยไม่ใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้น และการวางกำลังต่างๆ ก็จะอยู่ในที่ตั้งนับตั้งแต่เวลาหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 28 ก.ค. 2568 และหลีกเลี่ยงใช้กำลังและวางเป้าหมายเป็นพลเมืองซึ่งนั่นถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไทยก็ได้รับความเสียหายมีประชาชนบริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากจากเหตุปะทะ
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ซึ่งที่ผ่านมามีคำถามและความห่วงใยจากประชาชนว่าการถอนอาวุธในพื้นที่หมายความว่าเป็นการถอนกำลังทางการทหารตามแนวชายแดนทั้งหมดหรือไม่ จึงขอยืนยันว่าเป็นเพียงแค่การถอนอาวุธหนักเท่านั้น กองกำลังป้องกันชายแดนมีการวางกำลังอยู่ในพื้นที่เดิมอยู่แล้ว ไม่มีการถอนกำลังใด ๆ และกำลังพลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนก็ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ และขอยืนยันว่าเรายังคงดำรงการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคงนั้น ได้มีการสรุปภาพรวมว่าทั้ง 2 ประเทศ ตกลงกันให้ปฏิบัติตาม ถอนอาวุธหนักตามที่มีการลงนาม ในวันที่ 31 ต.ค. 2568 ทางกองทัพภาคที่ 2 และภูมิภาคทหารที่ 4 ฝั่งกัมพูชา ก็เลยมีการตกลงและลงนามกันในที่ประชุมอาร์บีซีในเรื่องแอ็คชั่นแพลน ถอนกำลังในแต่ละเฟส อีกทั้งภารกิจของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (เอโอที) หากถามว่า ฝั่งกัมพูชาจะมีการถอนอาวุธจริงหรือไม่ คำตอบคือเรามีกลไกของเอโอทีอยู่ หากมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไทยหรือกัมพูชา ก็จะมีการรายงานไปที่เอโอทีเพื่อสร้างแรงกดดันไปให้อีกฝ่าย และเรายืนยันให้มีการตรวจสอบในเรื่องของการปฏิบัติ
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเจบีซีได้มีการบรรจุเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วยเหมือนกัน และวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา การจัดตั้งชุดประสานงานร่วมเฉพาะกิจ (เจซีทีเอฟ) ขึ้น เพื่อประสานงานในพื้นที่ต่าง ๆ ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดทำมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งแนวทางการปฏิบัติของทหาร จะต้องมีการลงนามในเรื่องต่างๆ ที่ต้องเห็นพ้องร่วมกัน แต่ในวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการยินยอมให้จัดตั้งทีมเจซีทีเอฟและบรรลุข้อตกลงเอสโอพีที่จะมีการปฏิบัติร่วมกัน โดยฝ่ายไทยก็ได้มีการเสนอพื้นที่นำร่องทั้งหมด 13 พื้นที่ ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แต่กัมพูชาไม่ได้มีการเสนอพื้นที่ใด ๆ ซึ่ง 13 พื้นที่ทั้งหมดครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวชายแดน เช่น ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบ รวมถึงในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดด้วย
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า กองกำลังกองทัพภาคที่ 2 มีทั้งหมด 6 พื้นที่ และกองทัพภาคที่ 1 มีทั้งหมด 3 พื้นที่ และกองกำลังจันทบุรีและตราด มีทั้งหมด 4 พื้นที่ โดยในบางส่วนก็อาจมีการถูกขัดขวางโดยฝั่งกัมพูชาบ้าง แต่เราก็มีกลไกในเรื่องของการเจรจา เพื่อให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยพื้นที่ที่มีการตกลงกับทางฝั่งกัมพูชาที่ผ่านมา โดยเป็นการแบ่งเป็นพื้นที่ตามอธิปไตยของแต่ละฝั่ง โดยไม่ก้าวก่ายอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนในการปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคงนั้น ได้มีการกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปตามแนวคิดของอนุสัญญาออตตาวา เพราะในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้จะไม่มีการปะทะแต่ยังมีการปรากฏในเรื่องของการแอบวางทุ่นระเบิด
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนการบริหารพื้นที่ขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บ้านหนองจานหรือพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จึงนำเรื่องทั้งหมดนี้ไปสู่การหารือ เพื่อทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลับมาสู่สภาวะปกติได้ ซึ่งได้มอบหมายให้กับทางเจบีซี และกระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบ ในการสำรวจเส้นเขตแดนให้ชัดเจนว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ของไทย



