ฟุตบอลชาย ถือเป็นเหรียญใหญ่ของซีเกมส์ ที่พลาดไม่ได้ และแน่นอนว่า ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ทุกฝ่ายตั้งความหวังว่า “ช้างศึก” จะคว้าแชมป์ในบ้าน หลังจากที่ได้แชมป์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2017 หรือ 8 ปีที่แล้ว
ฟุตบอลชาย รอบแรก ช้างศึก อยู่กลุ่ม A ร่วมกับ ติมอร์เลสเต และ กัมพูชา เตะที่ราชมังคลากีฬาสถาน
ดูชื่อชั้นก็เป็นกลุ่มที่เบา ยิ่งเทียบกับกลุ่มอื่น กลุ่ม B เวียดนาม, มาเลเซีย, ลาว และกลุ่ม C อินโดนีเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์
คู่แข่งของไทย ทีมแรกที่จะเจอ ติมอร์เลสเต ผลงานในซีเกมส์ ยังไม่เคยผ่านรอบแรกได้เลย
ส่วนอีกทีม กัมพูชา เคยผ่านรอบแรกครั้งเดียว เมื่อปี 2019 โดยจบอันดับ 4 ยังไม่ได้เหรียญ หรือแม้แต่หนที่แล้วที่เป็นเจ้าภาพก็ตกรอบแรก

ขณะที่ไทย เป็นเบอร์ 1 ซีเกมส์ คว้าแชมป์มาแล้ว 16 ครั้ง
นับตั้งแต่จำกัดอายุ 22-23 ปี เมื่อปี 2001 รวมแล้ว 12 ครั้ง ไทย คว้ามา 7 เหรียญทอง
ได้รองแชมป์ 2 ครั้ง ในการจัด 2 ครั้งล่าสุด
และแม้จะยิ่งใหญ่ในย่านนี้ แต่ 12 ครั้งหลัง ก็มีตกรอบแรก 3 ครั้ง ปี 2009 ที่ลาว, 2011 ที่เมียนมา และ 2019 ที่ฟิลิปปินส์
กระนั้นก็ตาม ก็ยังเป็นสถิติที่ดีสำหรับผลงานของทีมชาติไทย ในบอลชายซีเกมส์

กับซีเกมส์หนนี้ ก็มีโอกาสดีที่จะผ่านเข้ารอบ กับคู่แข่งอย่าง ติมอร์ฯ และกัมพูชา ซึ่งเผลอๆ โฟกัสของคนไทย อาจจะไม่ได้อยู่ที่เข้ารอบ เพราะมั่นใจว่าเข้าแน่
แต่อยู่ที่ผลงานการเจอ กัมพูชา ในเกมที่ 2 มากกว่า เพราะมีอะไรคาใจกันอยู่ ในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ
นี่คือด่านแรกของ “ช้างศึก” ภายใต้การนำของ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล
ผ่านรอบแรกสวยๆ ด้วยการชนะ กัมพูชา งามๆ
ส่วนด่านต่อไปของจริง เจอของหนัก มองไกลถึงปลายทางโน่นเลย
ต้องได้เหรียญทอง…เท่านั้น
ไม่มีทางเลือกอื่น
2 โจทย์สำคัญ ทำได้หรือไม่ รอลุ้นกัน.




