นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลัง เป็นประธานการประชุม ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และแนวทางบริหารจัดการน้ำ ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 11  อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี  ว่า  จากอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” ที่ผ่านมา  ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำหลายแห่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง  ทำให้การระบายน้ำในลำน้ำสายหลักทำได้ช้ากว่าปกติ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเต็มศักยภาพ รวม 600  ลบ.ม./วินาที และควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,800 ลบ.ม./วินาที พร้อมกับปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จากอัตรา 350 ลบ.ม./วินาที เหลือ 300 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ตอนล่าง ควบคู่ไปกับการเร่งระบายน้ำออกไปทางแม่น้ำบางปะกงและอ่าวไทยโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังได้เดินหน้าเร่งระบายน้ำผ่านสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเลออกสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งลดระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมปรับแผนการระบายน้ำรายวันให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำฝนและน้ำท่า เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

 จากนั้น คณะได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณ ประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด-บางยี่หน อำเภอบางไทร และ ประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล อำเภอบางบาล ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการระบายน้ำออกจากทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน พร้อมกันนี้ ยังได้ให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการมอบถุงยังชีพจำนวน 500 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน  ทั้งนี้ นายนเรศ  ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน เร่งหาแนวทางในการระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด เน้นย้ำให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชน หวังบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด พร้อมกำชับให้เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ