แล้วปีนี้ COP 30 ผู้นำเหล่านี้จะคุยเรื่องอะไรกัน!!
เมื่อครั้งปีที่แล้วใน COP 29 ที่เหล่าผู้นำนานาชาติได้เจรจากันที่เมือง Baku ประเทศ Azerbaijan สิ่งที่ถกเถียงกันมากคือแหล่งทุนในการพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก ที่จะมาทดแทนพลังงานแบบเดิมที่ปล่อยคาร์บอนสูง ถ้ามัวแต่คุยกันแบบโลกสวย แต่ไม่ใส่เงินลงไป ภาวะโลกเดือดคงจะทำลายมวลมนุษยชาติอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วจึงให้คำมั่นสัญญาว่าจะเพิ่มจำนวนเงินใน “กองทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” ขึ้นอีกอย่างน้อย 3 เท่า และกระตุ้นให้สถาบันการเงิน ธนาคาร กองทุนต่าง ๆ พัฒนาหลักเกณฑ์ใหม่ ๆ พร้อมทั้งแหล่งเงินกู้ และผลิตภัณฑ์การเงินที่ส่งเสริมพลังงานสะอาด และการลดคาร์บอน
เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง “Climate Finance การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงกิจการต่าง ๆ ทั่วโลก ให้เป็นกิจการคาร์บอนต่ำ รวมถึงนักลงทุนก็อ่าน ESG Report ในบท Climate Finance มากขึ้น ก่อนการพิจารณาลงทุน และที่สำคัญ CFO ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน ขององค์กรใหญ่ ๆ ต้องไป Reskill / Upskill เรื่องความยั่งยืน และ กิจการคาร์บอนต่ำ และมี KPI ด้านนี้ด้วย วงการ Finance ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากการผลักดันของข้อตกลงจาก COP 29
แต่เหล่านักวิชาการ และ NGO ที่ไปร่วมเจรจา และประชุมคู่ขนานอยู่วงนอก ต่างวิจารณ์ว่า นี่แค่สร้างภาพ การที่ค่อย ๆ เพิ่มวงเงินกองทุนขึ้น 3 เท่า มันน้อยเกินไป ไม่ทันวิกฤติโลกเดือด เหล่าผู้นำโลกต้องมีมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้
ถ้าไปร่วมรับฟังเสียงจากการประชุมคู่ขนาน ขององค์กรภาคประชาชน NGO และนักวิชาการที่ไม่ได้ร่วมในเวทีใหญ่ จะได้ยินความคิดดี ๆ ของเหล่าคนตัวเล็กตัวน้อย ที่ไม่ใช่หน่วยงานด้านนโยบายของรัฐ พวกเขาเน้นการลงมือทำจริงของทุกภาคส่วน ความร่วมมือกัน และ ความตั้งใจจริงที่ไม่ต้องสร้างภาพ
ในปีนี้ COP 30 คงจะได้ยินเสียงกระซิบจากผู้คนตัวเล็ก ๆ ในเวทีคู่ขนาน จึงนำความคิดเหล่านั้นมาต่อยอดในเชิงนโยบาย ดังนั้นปีนี้ หัวข้อสำคัญในการคุยกันจะเป็นเรื่อง “การเอาจริงเอาจัง” และ “กลไกการขับเคลื่อน”
เมื่อแหล่งทุนมีแล้ว ตอนนี้ต้องกลับมาทบทวนเป้าหมายกันใหม่ ตอนนี้เรามีเวลาเหลืออีกเพียง 5 ปี ก่อนจะถึงเส้นชัยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG ตอนนี้เราทำได้เพียง 20% เท่านั้น ถึงเวลาต้องเร่งเครื่อง ต้องเปลี่ยนแผน เปลี่ยนวิธีการ และต้องสร้างความร่วมมือกันให้มากขึ้น ดังนั้นปีนี้แต่ละหน่วยงาน แต่ละประเทศ คงต้องเตรียมตัวนำเสนอ ว่ามี Action Plan อะไร มีแนวทางลด และชดเชยคาร์บอนอย่างไร ด้วยวิธีใด และกำหนดเป้าหมายใหม่ไว้อย่างไร
ทุกประเทศต้องแสดงแผนงานลดคาร์บอนให้สอดคล้องกับเป้าหมายโลก ให้โลกไม่ร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเดิมแผนงานส่วนใหญ่ยังคงทำให้โลกร้อนขึ้นมากกว่า 2.6 องศาเซลเซียส ถึงเวลาที่ทุกประเทศต้องเอาจริง
ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่คราวที่แล้วมีการพูดถึงกันมากนอกจากการลดการปลดปล่อยคาร์บอนคือ “การฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาสมบูรณ์” การใช้ป่าเป็นเครื่องดูดซับคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพที่สุด และการมีป่าที่สมบูรณ์นอกจากแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างความยั่งยืนของสังคม และเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกด้วย
COP 30 นี้คงจะคุยกันมากเรื่องความสำคัญ และบทบาทของ “ผืนป่า และระบบนิเวศที่สมบูรณ์” ครั้งนี้จึงเลือกการประชุมที่ Brazil ซึ่งอยู่ในป่าเขตร้อน Amazon ที่มีตัวอย่างของ การปกป้องผืนป่า (Forest Protection) และการแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติ (Nature Base Solution) และคาดหวังว่าจะมีเรื่องสิทธิและหน้าที่ของชนพื้นถิ่นกับการพิทักษ์ป่า การลดการตัดไม้ทำลายป่า การใช้กลไกการเงิน และการชดเชยคาร์บอน เพื่อรักษา Amazon
แม้สหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณว่าไม่สนใจ แต่ EU และจีน ยังช่วยกันผลักดันเต็มที่ รอฟังแนวทางการขับเคลื่อนครั้งใหม่จาก COP 30 เร็ว ๆ นี้นะครับ.



