ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้กลายเป็นวาระสำคัญ และสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นประจำทุกปี และยังมีแนวโน้มที่ปัญหาจะทวีความรุนแรงเพิ่มมาก  โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนืออย่างจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงฤดูหนาว-ฤดูแล้ง โดยปัญหาดังกล่าวค่อนข้างซับซ้อน และหลากหลายมิติ ทั้งจากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชน ปัญหาไฟป่า จากฝีมือมนุษย์ การจราจร และผลกระทบจากการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรม ซึ่งการจัดการแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นจะต้องทราบข้อเท็จจริง และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในทุกระดับ เพื่อหาแนวทางการแก้ไข ปัญหาให้เกิดสัมฤทธิ์ผล และมีความยั่งยืน

อย่างไรก็ตามราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เรื่อง มาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PMr) ภาคการเกษตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยที่มาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5  ไมครอน ภาคการเกษตร ตามประกาศช่วงเวลาการเผาในพื้นที่เกษตรแล้ว

ซึ่งปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PML) ยังคงเป็นปันปัญหาวิกฤติ อันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง สมควรมีการกำหนดมาตรการเพื่อบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างต่อเนื่องและให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน ภาคการเกษตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568″ ข้อ2 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

ข้อ 3 ในประกาศนี้

“โครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพการเกษตร” หมายความว่า มาตรการโครงการกิจกรรมหรือการดำเนินงานอื่นใดที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือหน่วยงานในสังกัดจัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนหรือส่งเสริมการพัฒนาด้านการเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรทุกโครงการ

“หน่วยงาน” หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ในสังกัดและภายใต้การกำกับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”การเผาในพื้นที่การเกษตร” หมายความว่า การเผาที่เกิดจากการกระทำของเกษตรกรหรือใช้หรือก่อให้ผู้อื่นเผาในพื้นที่การเกษตรของตน หรือพื้นที่การเกษตรที่เกษตรกรมีสิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดิน ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

ข้อ 4 ในการจัดทำโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ให้หน่วยงานกำหนดคุณสมบัติของกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยเกษตรกรจะต้องไม่มีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตร

ข้อ 5 ให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar)ในพื้นที่การเกษตรให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของเกษตรกรที่ทำการเผาในพื้นที่ดังกล่าว โดยประสานขอรับการสนับสนุนจากคณะกรรมการระดับหมู่บ้านหรือชุมชนที่กระทรวงมหาดไทยหรือหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกำหนด ให้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเผาดังกล่าว แล้วแจ้งผลการตรวจสอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

ข้อ 6 ให้หน่วยงานที่มีการดำเนินโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรกำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยต้องไม่เป็นผู้ที่มีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตรตามประกาศนี้ หากพบว่าเกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการมีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตรให้ถือว่าขาดคุณสมบัติการเข้าร่วมโครงการนั้น และให้หน่วยงานแจ้งผลการพิจารณาให้เกษตรกรรายดังกล่าวทราบด้วย

ข้อ 7 ในกรณีเกษตรกรรายใดมีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตร เกษตรกรรายนั้นจะได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรทุกโครงการ โดยเป็นการขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2571 ยกเว้นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร

ข้อ 8  เพื่อให้การดำเนินมาตรการตามประกาศนี้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนองค์ความรู้ รวมถึงการผลิตและนำเข้าสินค้าเกษตรปลอดการเผา เทคโนโลยี เครื่องจักรกลทางการเกษตร ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างแรงจูงใจด้านเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลด ละ เลิก การเผาในพื้นที่การเกษตร

รศ. ดร.สมพร จันทระ ประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  บอกว่า สาเหตุของปัญหาหมอกควัน  PM 2.5 ในเขตภาคเหนือ เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.สภาพภูมิประเทศ ที่เป็นแอ่งและมีภูเขาล้อมรอบ 2.อุตุนิยมวิทยา เกิดจากฝนน้อย ความชื้นต่ำ อากาศร้อน แล้ง ปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิดการปล่อยมลภาวะทางอากาศสูง การระบายของอากาศเกิดขึ้นได้ยาก  3.แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ  เช่น การเผาในที่โล่ง(พื้นที่เกษตร ป่าไม้)  การจราจร การเผาไหม้จากโรงงานอุตสาหกรรม  จากการเก็บตัวอย่างฝุ่นใน เมืองเชียงใหม่ เป็นเวลา 24 ชั่วโมงพบว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกินกว่า 200 มคก./ลบ.ม.  โดยแหล่งกำเนิดหลักของ PM 2.5 มาจากการเผาชีวมวล   นอกจากนี้มาจากการจราจร  โดยในช่วงฤดูแล้ง มี.ค.-เม.ย. ค่าฝุ่นที่เกิดจากการเผาชีวมวลสูงถึง 51% ค่าฝุ่นจากการจราจร เพียง 23% ขณะที่ในช่วงนอกฤดูแล้งที่อยู่นอกฤดูการเผาหรือช่วงฝน พบว่าค่าฝุ่นจากการจราจรสูงถึง 76 % ค่าฝุ่นที่เกิดจากการเผาชีวมวลเพียง 7% สัดส่วนที่เหลือเป็นค่าฝุ่นจากพื้นดิน(ถนน)และค่าฝุ่นทุติยภูมิ จากโจทย์ที่ต้องช่วยกันคือทำอย่างไรที่จะช่วยกันทำให้ปัญหานี้ลดลงไปได้ ซึ่งในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่ในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือน ก.พ.-เม.ย. ของทุกปี จะมีค่า PM2.5 เกินค่ามาตรฐานอยู่เสมอ

จากการทดลองเก็บตัวอย่างฝุ่นในอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้ในพื้นที่โล่ง สามารถจำแนกฝุ่นจากป่าไม้และการเกษตรออกจากกันได้โดยดูสารเคมีที่เกิดขึ้นจากขบวนการเผาที่แตกต่างกัน  ซึ่งพบว่าในอากาศจะมีสารเคมีที่เกิดจากการเผาป่าและพื้นที่เกษตรคละเคล้ากันไป ขึ้นกับพื้นที่ และจากการเก็บตัวอย่างฝุ่นในช่วงแล้งโดยคำนวณจากการใช้ประโยชน์ของที่ดินใน 9 พื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ พบว่า ในเดือน ก.พ.มีการปลดปล่อยฝุ่น 2,700 ตัน PM 2.5  เดือน มี.ค. มีการปลดปล่อยฝุ่น 5,000 ตัน  PM 2.5  เดือน เม.ย. มีการปลดปล่อยฝุ่น 3,800 ตัน PM 2.5 รวม 3 เดือน มีปริมาณฝุ่นที่ปลดปล่อยออกมาสูงถึง 11,000 ตัน PM2.5

ส่วนแนวทางที่จะช่วยลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรก็คือการนำมาใช้ประโยชน์ เพิ่มมูลค่า เปลี่ยนขยะให้เป็นชีวมวลอัดเม็ดใช้เป็นพลังงานทดแทน หากมาดูพื้นที่ทำการเกษตรของจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2568 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพด 225,570 ไร่ ข้าว 276,274 ไร่ ลำไย 464,086 ไร่ มะม่วง 72,577 ไร่ โดยมีปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วันที่ 30 ก.ย.68 ข้าวโพด 611,897 ตัน ข้าว 135,374 ตัน ลำไย 223,043 ตัน มะม่วง 36,288 ตัน รวมแล้วกว่า 1,006,602 ตัน โดยเศษวัสดุเหลือใช้มากที่สุดจะเป็นข้าวโพด หากนำมาพัฒนาการกำจัดวัสดุเหลือใช้ให้เป็นพลังงานทดแทน หรือสินค้าที่ทำเงินได้ ก็สามารถลดปัญหาการเผาได้