
“ใบน้อย สุวรรณชาตรี” เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ระบุว่า ที่ประชุมบอร์ดที่มี “ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีมติแบ่งวันเปิดหีบของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ 58 แห่ง ออกเป็น 4 กลุ่ม ตามสัดส่วน “อ้อยเผา” ที่รับเข้าหีบในปีที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดวันเปิดหีบอย่างจริงจัง
กลุ่ม 1 : รับอ้อยเผาไม่เกิน 5% – เปิดหีบ 1 ธ.ค. 68 (9 โรงงาน)
กลุ่ม 2 : 5.01–15% – เปิดหีบ 6 ธ.ค. 68 (17 โรงงาน)
กลุ่ม 3 : 15.01–25% – เปิดหีบ 8 ธ.ค. 68 (30 โรงงาน)
กลุ่ม 4 : ตั้งแต่ 25.01% ขึ้นไป – เปิดหีบ 11 ม.ค. 69 (2 โรงงาน)
ระบบใหม่นี้ทำให้โรงงานที่มีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมสูง ได้ “โบนัสเวลา” ในการเปิดหีบก่อน เป็นแรงจูงใจสำคัญให้โรงงานร่วมมือกับชาวไร่ลดการเผาอ้อย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของฝุ่น PM 2.5 ในหลายจังหวัดภาคอีสานและภาคกลางช่วงฤดูเก็บเกี่ยว
สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) คาดการณ์ปี 68/69 จะมีอ้อยเข้าหีบกว่า 93 ล้านตัน เพิ่มขึ้นราว 1.9% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณน้ำฝนและการกระจายตัวดีขึ้น

ตัดสดได้มากขึ้น = PM 2.5 ลดลงจริง
การเผาอ้อยเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิด PM 2.5 ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดที่พึ่งพาอุตสาหกรรมอ้อย เช่น นครราชสีมา กาฬสินธุ์ อุดรธานี สระบุรี การกำหนด “เผาน้อย เปิดก่อน” จึงไม่ใช่แค่กติกาใหม่ แต่เป็นมาตรการเชิงระบบที่ช่วยให้ชาวไร่มีแรงจูงใจเปลี่ยนพฤติกรรม ทดแทนการเผาอ้อยที่เคยเป็นวิถีทำงานดั้งเดิม
รัฐบาลยังมีมติ ครม. เห็นชอบ ขยายโครงการสนับสนุนการตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลด PM 2.5 จากเดิมสิ้นสุด ก.ย. 2568 เป็น ธ.ค. 2568 เพื่อให้ชาวไร่ที่ยังตกค้างกว่า 5,000 รายได้รับสิทธิครบถ้วน การช่วยเหลือนี้ไม่เพียงเป็นแรงผลักดันให้เลิกเผา แต่ยังช่วยเสริมสภาพคล่องแก่เกษตรกรในช่วงราคาปัจจัยการผลิตสูง
นอกจากประเด็นสิ่งแวดล้อม กอน. ยังเคาะ ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายปี 2567/68 เฉลี่ย 1,152.62 บาทต่อตันที่ความหวาน 10 ซีซีเอส. แม้ลดลงเล็กน้อยจากราคาอ้อยขั้นต้น แต่ยังเป็นระดับที่ช่วยให้ชาวไร่มีรายได้ต่อเนื่องในปีที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น

สอน. เตรียมเสนอ ครม. รับรองราคาอย่างเป็นทางการ และจะทำหนังสือขอให้โรงงานน้ำตาลจ่ายเงินให้เกษตรกรล่วงหน้า เพื่อให้มีทุนหมุนเวียนสำหรับเพาะปลูก ดูแลไร่ และค่าใช้จ่ายจำเป็นในครัวเรือน
โมเดลใหม่ของอุตสาหกรรมอ้อยไทย : ปลอดเผา ยั่งยืน และแข่งขันได้
มาตรการเปิดหีบแบบใหม่คือจิ๊กซอว์สำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยไทยในระยะยาว ช่วยลดมลพิษ PM 2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน, ส่งเสริมการผลิตอ้อยสด เพิ่มคุณภาพวัตถุดิบ, ลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของอุตสาหกรรมอาหารและน้ำตาล, ขับเคลื่อนสอดคล้องนโยบาย Net Zero และเศรษฐกิจสีเขียว, เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
อุตสาหกรรมอ้อยจึงไม่ใช่เพียง “ภาคเกษตร” แต่กำลังก้าวสู่การเป็น ห่วงโซ่เศรษฐกิจสีเขียว ที่สร้างทั้งรายได้ สุขภาพที่ดีขึ้น และคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นให้กับคนไทย.



