นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัย โดยสั่งการให้เข้าถึงเกษตรกรผู้ประสบภัย “เร็ว–ครบ–แม่นยำ” โดยเร่งเข้าพื้นที่ตัดขาดและพื้นที่เสี่ยงก่อนเป็นลำดับแรก รวมถึงจัดทำฐานข้อมูล ความเสียหายภาคเกษตรแบบมีพิกัด รองรับมาตรการเยียวยาและแผนฟื้นฟูทันทีหลังน้ำลดและลดความเสี่ยงการช่วยเหลือซ้ำซ้อน และคุ้มครองสิทธิ์ของเกษตรกรทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม พร้อมรับการขับเคลื่อนของศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)
ทั้งนี้ได้มอบหมายให้รองอธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตรที่กำกับพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้อำนวยการหน่วยฯ พร้อมผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เป็นรองผู้อำนวยการหน่วยฯ เพื่อเป็นหน่วยสนับสนุนการเกษตรด้านพืช ในการบริหารสถานการณ์เชื่อมโยงประสานการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ ศนภ. ส่วนหน้าโดยตรง พร้อมแต่งตั้งหัวหน้าชุดปฏิบัติการเร่งด่วนระดับจังหวัด เพื่อรับนโยบายข้อสั่งการของ ศนภ. ไปดำเนินงานภาคสนามอย่างรวดเร็ว ชัดเจน และมีเอกภาพ
ขณะนี้ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนถุงยังชีพและกระจายเสบียงที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่น วุ้นเส้นสำเร็จรูปจำนวน 2,160 ถ้วย ข้าวสาร 1,000 กก. น้ำมันพืช 2,400 ขวด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 700 ซอง เป็นต้น รวมถึงที่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกันบริจาค เพื่อนำไปส่งต่อให้พี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยจะประสานการดำเนินงานร่วมกับศูนย์ช่วยเหลือจังหวัด ในการใช้งานฐานข้อมูลบัญชีรายชื่อเกษตรกรที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้การส่งต่อเสบียงและถุงยังชีพของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็วและไม่ตกหล่น พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ในพื้นที่ 3 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปฏิบัติหน้าที่เป็นจุดพักพิงและจุดกระจายสิ่งของตามที่จังหวัดกำหนด
ทั้งนี้ หากระดับน้ำในพื้นที่เริ่มลดลง ได้เตรียมแผนการสำรวจเชิงรุกโดยใช้เครือข่ายอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เพื่อเก็บข้อมูลครัวเรือนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล สำรวจความเสียหายด้านพืชและโครงสร้างการผลิตรายชนิดพืช พร้อมบันทึกและรายงานข้อมูลเข้าระบบทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่สามารถเข้าพื้นที่ได้ และได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเปิดจุดบริการชั่วคราวในอำเภอที่ระดับน้ำเริ่มลดลง เพื่อให้บริการแบบ One Stop Service ทั้งการลงทะเบียนความเสียหายและการยืนยันสิทธิ์เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ โดยอ้างอิงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร เป็นฐานกลางร่วมกับทุกหน่วยงาน และจะเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหายตามแบบ กษ 01 และเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 โดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดทำแผนฟื้นฟูและมาตรการสนับสนุนรายพื้นที่ รายชนิดพืช เพื่อเตรียมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ กล้าพันธุ์ทดแทน และแนวทางการฟื้นฟูหลังน้ำลด ตลอดจนจัดลำดับพื้นที่ที่ต้องเร่งฟื้นฟู และกำหนดแผนฟื้นฟู ระยะ 30–90 วัน เสนอเพื่อดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วย เพื่อให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลือโดยเร็ว ตรงจุด และเป็นไปตามเป้าหมายเดียวกัน



