สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่ารัฐบาลวอชิงตันกำลังวางแผนที่จะระงับการย้ายถิ่นฐานจากพื้นที่ ซึ่งทรัมป์เรียกว่า “กลุ่มประเทศโลกที่สาม” เป็นการถาวร เพื่อให้ระบบคนเข้าเมืองของสหรัฐ “สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่”


ขณะเดียวกัน ทรัมป์ขู่ว่า จะยกเลิกการอนุญาตเข้าเมืองของ “ผู้อพยพหลายล้านคน” ซึ่งได้รับการอนุมัติในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน และ “จะขับไล่ทุกคนที่ไม่ใช่ทรัพย์สินสุทธิ (net asset) ต่อสหรัฐ” แต่ไม่ได้ขยายความว่า หมายถึงอะไร


นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการยุติสวัสดิการและเงินอุดหนุนของรัฐบาลกลางทั้งหมด “แก่ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐ” รวมถึงเนรเทศชาวต่างชาติซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือ “ไม่เข้ากันกับอารยธรรมตะวันตก” พร้อมทั้งย้ำว่า “การย้ายถิ่นฐานกลับประเทศ” เท่านั้น ที่จะสามารถแก้ไขวิกฤติประชากรผิดกฎหมายและก่อกวนได้


อีกด้านหนึ่ง นายโจเซฟ เอ็ดโลว์ ผู้อำนวยการสำนักงานสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ (ยูเอสซีไอเอส) กล่าวว่า ได้รับคำสั่งโดยตรงจากทรัมป์ ให้ทำการ “ทบทวนการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบและเข้มงวดของกรีนการ์ดทุกใบ” ที่ออกให้แก่ชาวต่างชาติจากทุกประเทศ “อยู่ในรายชื่อที่น่ากังวล”


การดำเนินการครั้งนี้มีขึ้น หลังเกิดเหตุพลเมืองอัฟกานิสถานวัย 29 ปี ก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นาย ในกรุงวอชิงตัน ในสัปดาห์นี้ ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่นายหนึ่งเสียชีวิต และสื่อท้องถิ่นหลายแห่งของสหรัฐระบุว่า ผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าวได้รับสถานะผู้ลี้ภัย ไม่ใช่สถานะผู้อยู่อาศัยถาวร เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา


สำหรับประเทศเป้าหมายของการทบทวนครอบคลุม 19 ประเทศ เป็นไปตามรายชื่อที่ประกาศไว้เมื่อเดือน มิ.ย. โดยแบ่งเป็น 12 ประเทศที่ถูกห้ามเข้าเมือง ได้แก่ อัฟกานิสถาน เมียนมา ชาด สาธารณรัฐคองโก (คองโก-บราซาวีล) อิเควทอเรียลกินี เอริเทรีย เฮติ อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน และเยเมน และอีก 7 ประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมบางส่วน ได้แก่ บุรุนดี คิวบา ลาว เซียร์ราลีโอน โตโก เติร์กเมนิสถาน และเวเนซุเอลา.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES